ิจิตใจเฮา มันคึแปลกแท้น้อ
คล้ายๆว่า มันบออยากสอนผุใด๋แล้ว
มันเมื่อยสอนมาโด้น...กะบอจัก
คึจั่งมันบอแล้ว....ในการสอนธรรมบารมี
คึจังมันทรงอยากวางเฉย...มันเมื่อย...อยากพักผ่อน
ครั้งสุดท้าย..
(ในสติปัฏฐานสี่ กะคือ
1.กายา 2.เวทนา 3.จิตตา 4.ธรรมมา
กายา คือ สิ่งที่ต้องทำให้มากเจริญให้มาก
ืคือการทำตามที่ กายคตาสติสูตรบอกไว้
ไปหาอ่านดูเองกายคตาสติสูตร
ในกายคตาสูตร ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า มีมรรคคะสัญญา๒ประเภท
(คือมรรคคะสัญญาที่เป็นไปกับนาม๑ และมรรคสัญญาที่เป็นไปกับรูป๑
หรืออย่างที่หลวงตามหาบัวว่า สังขารฝ่ายมรรค กับ สังขารฝ่ายสมุทัย.แต่อันนี้มุ้งไปที่สังขารฝ่ายมรรค ตามความเห็นของท่าน)
ถ้าเป็นเราๆจะใช้ ศัพท์ทางปริยัติว่า สัญญาฝ่ายมรรค" ดั่งเช่น สัญญา๑๐ประการ.mp3
รูปสัญญา คือ อานาปานสติ ลงไปจนถึง สัมปะซันยะบรรพะ
นามสัญญาน คือ จตุธาตุววัฏฐาน ลงไปจนถึง อัฏฐิกะสัญญา และสัญญาที่อยู่นอกพระสูตรนี้อีก อาทิ วรรณะกสิณนิมิต (อาทิกรรมฐาน๔๐ ไปดูจะเห็นว่า มีมรรคสัญญา๒ประเภท คือ นาม กับ รูป )
อาทิ สัญญา๑๐ประการ(เฉพาะส่วนที่เป็นนาม เช่น สัพพะสังขารเรสุอนภิรตะสัญญา)
อาทิ สัญญาว่าเป็นดังหัวฝี
อาทิ สัญญาว่าเป็นดั่งลูกศร
อาทิ ฯลฯ โดยอาการสิบหรือสิบสองนี่แหละ
และอาทิ สัญญาเห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกข์โดยความเป็นสิ่งเสียดแทง
และอาทิ สัญญาว่ารูปเป็นของร้อน
เสียงเป็นของร้อน
และ อนิจสัญญา ทุกขะสัญญา อนัตตะสัญญา
ที่พระสารีบุตร พิจารณาเวทนาในตอนที่พัดให้พระพุทธเจ้านั้น นั่นก็เป็นนามสัญญา
แต่ท่านพิจารณาว่า เวทนาเป็นลูกศรหรือไม่อันนี้ก็ไม่ทราบ แต่ว่าระดับบำเพ็ญบารมีมาเพื่อเป็นอัครสาวกผู้เรืองทางด้านปัญญา ท่านคงตัดตรงเลย คือตัดตรงไปที่ อนิจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตะสัญญา แล้วเกิดภาวะที่ส่งต่อมาจนถึงนิพพิทาจนถึงหลุดพ้นจากการหลงปรุงแต่งราคะกิเลส โทสะกิเลส โมหะกิเลส กามภพสังโยชน์ รูปภพสังโยชน์ อรูปภพสังโยชน์
ส่วนมากมรรคะสัญญา พระพุทธเจ้าจะชอบตรัสมากกว่า อริยสัจข้ออื่น
มรรคสัญญามันก็คือมรรคสัจนั่นเอง
ถ้าไปอ่านดูในพระสูตรที่ว่าด้วยกับขันธ์๕ หรืออายตนะ๑๒
พระพุทธองค์จะตรัสมรรคสัญญาไว้หลายชนิด
ทั้งนี้เพราะ สัตว์มีสัญญาหนักไปทางต่างๆ ต่างกัน เช่น พระจุลปันถก ท่านเหมาะหนักไปทางสัญญา รโชหะระนัง ระชังหะระติ
เช่น พระที่เป็นสัทธวิหารของพระสารีบุตร
ที่พระสารีบุตรให้กรรมฐานไม่ถูกจริต แล้วนำไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ประทานดอกบัวแดงให้ไปไว้ที่กองทราย แล้วว่า " โลหิตตังๆ / สีแดงๆ "นี่แหละ ถ้าจำไม่ผิด
ต่อจากสัญญาแบบนั้น(สัญญาฝ่ายสมถะ)
ก็กลายเป็นอนิจสัญญา
เพราะพระพุทธองค์อธิฐานให้ดอกบัวเหี่ยว
พูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่จะทำให้จิตหลุดพ้นได้ คือสัญญาเป็นโตแงจิต ให้เกิดนิพพิทาสัญญาเอง
เพราะว่าทุกขณะ จิตมันจะกำหนดตลอด
คือมันสร้างสัญญาตลอด
บ้างสร้างกามาวจรสัญญา
บ้างสร้างรูปสจระสัญญา
บ้างสร้างอรูปาวจรสัญญา
แต่คนทั่วไปส่วนมาก กามาวจระสัญญา
ถ้าซอยให้ละเอียดเลย
ปทุมนะระกะสัญญาภูมิ
อฏฏนะระกะสัญญาภูมิ
โสคัณธิกะนะระกะสัญญาภูมิ ขึ้นไปจนถึง อสุระกะสัญญาภูมิ
และมนุษสะสัญญาภูมิ (อุปจาระสมาธิระดับมนุษสะยะภูมิ)
และขึ้นไปจนถึง ปรนิมมิตวสวัตตสัญญา (อุปจาระสมาธิระดับ ปรนิมมิตะวสวัตตีภูมิ)
พูดง่ายๆก็คือ ทุกขณะจิต จิตมีการสัญญากำหนดหมายตลอดเวลา จนกว่าจะถึงสัญญาเวทยิตะนิโรธ (คือดับสัญญาเวทนาฯลฯ)และออกจากสัญญาเวทนยิตะนิโรธมาก็มีสัญญาอีกแล้ว แต่เป็นสัญญาว่าน้อมไปทางสงบ
อันนี้ก็เป็นสัญญา
ส่วนการท่องพุทธโธนั้น คือ สัมปะชันยะบรรพะ
ถ้าไปอ่านดูดีๆ จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มีสติในการพูด" คำบริกรรมสำนักอื่นๆก็เหมือนกัน ลงกับ มีสติขณะพูด ได้ทั้งนั้น
ส่วนการละลึกถึงกิจที่ทำ ที่ผ่านมาได้ อันนี้ไม่เกี่ยวกับมรรคะสัญญา
สุดท้ายทั้งหลายทั้งปวงเมื่อปฏิบัติแล้ว เวทนาและจิตต้องเป็นสุขและเป็นกุศลจิต
เวทนา ต้องเป็นสุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาเุราะอยู่ในฌานสี่ ถ้าเป็นทุกข์เวทนาไม่ถูก
ถึงแม้กิจแรกคือ ปริญญากิจจะบอกว่า ให้กำหนดรู้หรือรอบรู้ อันเป็นกิจต่อทุกขสัจ
แต่ทุกข์เวทนาทางจิตนั้นท่านเรียกโทมนัสเวทนา ถ้าตายตอนนั้นจะไม่ไปทุคติเหรอ
จิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้
ความทุกข์ใจมันไม่ใช่กุศลจิต
แต่เป็นอกุศลจิต
ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่า มันเป็นโทษ ก็ต้องเลิกกำหนดทุกข์สัญญาขึ้นมา แต่ให้กำหนดสุขะสัญญาขึ้นมา หรือกำหนดอุเบกขาสัญญาขึ้นมา ก็ทำตามกายคตาสติสูตรบอกนั่นแหละ และมรรคสัญข้ออื่นๆอีก อันไหนก็ได้ขอแค่เหมาะกับจริตเรา
บ้างเหมาะกับอัฏฐิกะสัญญา
บ้างเหมาะกับวรรณะกสิญญา
บ้างเหมาะกับอรูปสัญญา
เช่น อุทกะดาบท เหมาะกับอากิณจันยายตนะสัญญา
และเมื่อปฏิบัติไปแล้ว เวทนาต้องเป็น๒ดังที่กล่าว
คือ สุข กับ อุเบกขา
จิตต้องเป็นจิตไม่มีราคะ ต้องเป็นจิตไม่มีโทสะ ต้องเป็นจิตไม่มีโลภ และต้องเป็นมหคตะจิต
ไม่ใช่เป็นทุกข์เวทนา(โทมนัสเวทนา)
ไม่ใช่เป็นนิวรณ์จิต
ถ้าเป็นทุกข์เวทนากะต้องเอาออก
ถ้าเป็นจิตอกุศล คือพวกนิวรระจิต
ต้องเอาออก เพราะอกุศลที่แท้จริงพระพุทธเจ้าตรัสว่าคือนิวรณ์๕ ดังนั้นพระองค์จึงสอนอุบายต่างๆเพื่อให้ละนิวรณ์๕ แต่ละอุบายก็หยาบละเอียดต่างกัน หยาบที่สุดคือ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ
(การที่รู้ว่าจิตทีราคะหรือโทสะมันก็คือสัญญีที่เป็นไปกับนามขันธ์) ละเอียดที่สุดคือ ปหานะสัญญา (เลิกปรุงแต่งนิวรณ์)
เช่น สัญญาพวกนี้
สัญญากำหนดหมายไปใส่รูปขันธ์ ว่า อนิจัง ทุกขัง อนัตตา
และสัญญากำหนดหมายไปใส่เวทนาขันธ์ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และสัญญากำหนดหมายไปใส่สัญญาขันธ์(วาแมนเจ้าของแล๋วหนิเป็นตัวกำหนดอะไรต่างๆต่อมิอะไรต่างๆนาๆ) ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และสัญญากำหนดหมายไปใส่สังขารขันธ์
ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และสัญญากำหนดหมายไปหาวิญญาณ
ว่า อนิจจัง ทุกขจัง อนัตตา
และสัญญาอันเป็นอนิจจไตรลักษณะสัญญาก็สาดไปที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณณ์
อันนี้ก็คือยอดยของสัญญาทั้งปวง
เพราะว่ามันเป็นความจริง
และพระอรหันตรัสรู้ความจริง " คิดว่าจริงไหมพระพุทธเจ้าเห็นว่า เวทนา เป็น ดั่งหัวฝี"
ไม่มีหรอกการที่จะยกนามขันธ์ขึ้นมา แล้วบอกว่ามันเหมือนหัวฝีนะ และก็มี เวทนา เหมือน ฟองน้ำ สัญญา เหมือนพยับแดด สังขารเหมือนต้นกล้วน วิญญาณเหมือนกล ถ้าอยากได้
และต้องทำการไปตรวจกับ ธรรมมานุสนาสติปัฏฐาน แต่ละหมวดๆ ไปจนถึง หมวดโพชฌงค์
เพราะว่าถ้าตรวจกับหมวดนิวรณะบรรพะ แล้วผ่าน เห็นว่ากุผ่านหมวดนี้แล้วเว้ย มาถูกทางแล้ว
ให้ฮู้ว่ายังบ่แมนยังบ่ถืก เพราะสมัยแต่ก่อนช่วงพุทธกาล ฤษีเขาก็ทรงฌาน ทรงฌานก็ปลอดจากนิวรณ์ ดังนั้นจึงต้องไปตรวจกับ หมวดโพชฌงค์บรรพะ ถ้าเห็นว่าลงกันได้กับหมวดนี้ ก็ถูกต้องแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น