มีอารมณ์คือความคิดกับมีอารมณ์อันเดียวคือธาตุลมมันคือสมาธิมันคือ มีอารมณ์คือธาตุลมธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติอย่างไรชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา คือธาตุมีทั้งหมดหกอย่าง คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และวิญญานธาตุ อันใครๆพึงพิจารณาเห็นโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว ก็จะเบื่อหน่ายจากธาตุดิน คลายกำหนัดจากธาตุได้ภิกษุ เพราะสิ่งที่เปล่าประโยชน์เป็นธรรมดานั้นเท็จ สิ่งที่ไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดาได้แก่นิพพานนั้นจริง ฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอันเป็นธรรมสมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็สัจจะนี้คือนิพพาน มีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา เป็นสัจจะอันประเสริฐยิ่ง อนึ่ง บุคคลนั้นแลยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงเป็นอันพรั่งพร้อมสมาทานอุปธิไว้ อุปธิคือเชื้อเหล่านั้นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความไม่ให้มีไม่ให้เป็นไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่ง ด้วยประการนี้ ก็จาคะนี้คือความสลัดคืนซึ่งอุปธิคือเชื้อทั้งปวง เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่งอนึ่ง บุคคลนั้นยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงมีความเพ่งเล็ง ฉันทะ ราคะกล้า อาฆาต พยาบาท ความคิดประทุษร้าย อวิชชา ความหลง ความหลงงมงาย อกุศลธรรมนั้นๆ เป็นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นได้แล้ว ทำให้เฟมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปอีกเป็นธรรมดา เพราะฉ ะนั้นถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอุปสมะคือความสงบเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็อุปสมะนี้ คือความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ เเป็นอุปสมะอันประเสริฐอย่างยิ่ง ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเอง เรากล่าวเนื้อความนี้ เพราะอาศัยเหตุผลนี้“ธาตุวิภังคสูตร”
รวมกับ ธรรมะพระอรหันต์ เว็บไชต ธรรมะพระอรหันต์ https://sitluangpormai.weebly.com เฟซบุ๊กแจกซีดีธรรมะhttps://www.facebook.com/JeakCDThamma
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565
มีอารมณ์คือความคิดกับมีอารมณ์อันเดียวคือธาตุลมมันคือสมาธิมันคือ มีอารมณ์คือธาตุลมธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติอย่างไรชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา คือธาตุมีทั้งหมดหกอย่าง คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และวิญญานธาตุ อันใครๆพึงพิจารณาเห็นโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว ก็จะเบื่อหน่ายจากธาตุดิน คลายกำหนัดจากธาตุได้ภิกษุ เพราะสิ่งที่เปล่าประโยชน์เป็นธรรมดานั้นเท็จ สิ่งที่ไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดาได้แก่นิพพานนั้นจริง ฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอันเป็นธรรมสมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็สัจจะนี้คือนิพพาน มีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา เป็นสัจจะอันประเสริฐยิ่ง อนึ่ง บุคคลนั้นแลยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงเป็นอันพรั่งพร้อมสมาทานอุปธิไว้ อุปธิคือเชื้อเหล่านั้นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความไม่ให้มีไม่ให้เป็นไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่ง ด้วยประการนี้ ก็จาคะนี้คือความสลัดคืนซึ่งอุปธิคือเชื้อทั้งปวง เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่งอนึ่ง บุคคลนั้นยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงมีความเพ่งเล็ง ฉันทะ ราคะกล้า อาฆาต พยาบาท ความคิดประทุษร้าย อวิชชา ความหลง ความหลงงมงาย อกุศลธรรมนั้นๆ เป็นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นได้แล้ว ทำให้เฟมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปอีกเป็นธรรมดา เพราะฉ ะนั้นถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอุปสมะคือความสงบเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็อุปสมะนี้ คือความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ เเป็นอุปสมะอันประเสริฐอย่างยิ่ง ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเอง เรากล่าวเนื้อความนี้ เพราะอาศัยเหตุผลนี้“ธาตุวิภังคสูตร”
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น