คนเราใช้ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ นี่แหละทำบุญ
ดิน เช่น เตียงตั่ง+อากาศธาตุ
น้ำ เช่น น้ำ+ภาชนะ+อากาศธาตุ
ไฟ เช่น เทียน+ใส่+ไฟ+อากาศธาตุ
ลม เช่น ใบตาลพัด+ลม+อากาศธาตุ
เมื่อใช้ธาตุทั้ง๕ แล้ว
ย่อมแปรสภาพมีผลกับผู้ถูกกระทำ
๕ ทาง
คือ ทางรูปะ เช่น แสงไฟแสงเทียน ชี้มือบอกทาง
ทางสัทธะ เช่นเสียงปลอบ เสียงสอนหนังสือ เสียงทำให้หายโง่ คือธรรมะพระพุทธเจ้า
ทางคัณทะ เช่น กลิ่นหอมๆ
ทางระสะ เช่น รสชาติของอาหารหอมๆ
ทางโผฏฐัพพะ เช่น การสัมผัสที่ช่วยเหลือ
ที่จับสิ่งอันเป็นไม่ใช่พิษมิใช่ภัยต่อผู้จับต่อ
หรือจับคนเดียว
ทางธรรมารมณ์
คือจะเป็น ก้อนธรรมารม์ ได้
ก็ต้องมีส่วนวัตถุ คือ วัตถุรูป วัตถุเสียง วัตถุกลิ่น วัตถุรส วัตถุโผฏฐัพพะ
ถ้าเราใส่ วัตถุคือรูป ผ่านประตูตา เข้าไปในใจเขา อันเป็นรูปที่น่าพอใจ
เหมือนพระพุทธเจ้า
ที่ท่านเดินอากัปกิริยาชวนให้น่าเลื่อมใส่ท่าท่านเดิน ยืน นั่ง นอน
ถ้าเราใส่ วัตถุคือเสียง ผ่านประตูหู
เข้าไปในใจเขา อันเป็นเสียงที่น่าพอใจ
เหมือนพระพุทธเจ้า
ที่ท่านพูดเพราะไพเราะเสียงเหมือนพรหม
กล่าวแต่คำจริงคำสัตย์ ไม่กล่าวยุให้ใครแตกกัน ไม่กล่าวเสียดสีใคร ไม่กล่าวเพ้อเจ้อ
แต่กล่าวคำสัตย์จริง กล่าวสมานคนที่แตกกันให้สามัคคีกัน
กล่าววาจาไพเราะ
กล่าวสิ่งเป็นประโยชน์
ถ้าเราใส่ วัตถุคือกลิ่น ผ่านประตูจมูก
เขาไปในใจเขา
เป็นกลิ่นที่น่าพอใจ เป็นกลิ่นที่จะทำให้จิตเจริญภูมิสูงขึ้น
เช่นพระพุทธเจ้ามีกลิ่นตัวหอมอบตลบ
ทำให้คนเห็นว่าท่าน ท่านไม่ใช่ขอทาน
และสมกับเป็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธ
เมื่อกลิ่นหอม สัทธะดีมีสาระ ย่อมทำให้เขาเลื่อมใส่ ยกจิตเขาได้
ถ้าเราใส่วัตถุคือรส ผ่านประตูลิ้น
เขาไปในใจเขา
เป็นรสที่น่าพอใจ
เป็นรสที่จะทำให้จิตเขาเจริญขึ้น
เช่น ให้อาหารดีๆเมื่อวาน มาวันนี้เน่าแล้ว
แล้วใส่สัทธะ ว่า เห็นไหมมันไม่เที่ยงแท้หรอก สอน อนิจจสัญญาในรสที่อร่อย
ถ้าเราให้โผฏฐัพพะกับใครแบบใด
เราย่อมได้รับโผฏฐัพพะแบบนั้น
เช่น เราใส่วัตถุคือโผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจ
เป็นโผฏฐัพพะที่จะทำให้จิตเจริญขึ้น
เช่น พระพุทธเจ้าตอนเสวยพระชาติเป็นพระโพธิ์สัตว์ ไม่แน่ว่าเคยถวายผ้าจีวรแก่พระป่า นาย..ถวายรองเท้าแก่พระปัจเจก
แต่มีอยู่ตอนหนึ่ง
ที่โคหิวน้ำ แต่นายโคบาล ดึงเชือกผูกโคไว้ไม่ให้โคดื่มเพราะเห็นว่า
น้ำมันขุ่น
(อาการทางใจของโคก็คือหิว
พระองค์มาชาติสุดท้ายจึงหิวน้ำ แม้จะบอกพระอานนท์ไปตักน้ำมาให้ตั้ง๒ครั้ง ก็บอกว่าน้ำขุ่น จนครั้งที่๓จึงไป
แสดงว่ากฏธรรมชาติจะกำหนด
ธาตุทั้ง๔ไว้ คือตอนนั้นก็ทำให้มันขุ่น เพื่อไม่ให้พระอานนท์ยังไงก็ไม่ได้ตัก
เป็นเหตุให้พระองค์ มีอาการเหมือนโคตัวนั้นที่หิวน้ำ)
ธรรมารมณ์ คืออาการทางใจ
คือสัญญา สังขาร
# รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพะ
กฏธรรมชาติเขาจะใช้ ตัวใดเป็นตัวนำก่อนก็ได้
เช่นใช้ตัวรูป มีรูปที่น่ากลัว ผ่านเข้าไปประตูตา ถึงใจ
แล้วเป็นเหตุให้ปรุงแต่ง จนต้องถอยหลัง
แล้วโดน ตกหลุมหรือตกเหวตาย
เช่นตัวเสียง เสียงบอกให้ไปตาย
พอผ่านเข้าไปประตูหูแล้ว ก็เป็นธรรมารมณ์ สัญญา สังขาร ก็เดินไปตาย
กลิ่น
รส
โผฏฐัพพะ เช่นต้นไม้หักลงมาทับหัวตายคาที่
"""รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นเหตุให้
ธรรมารมณ์ต่างกัน ก็คือสัญญาสังขารปรุงแต่งต่างกัน
#บางคนเห็นรูปแล้ว แล้วตาย
เช่นเห็นรูปที่.... จนหัวใจวายตาย
บางคนได้ยินเสียง แล้วตาย
เช่นได้ยินเสียงพระพรรณาคุณแห่งความตาย....แล้วน้อมใจตาย
บางคนได้กลิ่นแล้ว แล้วตาย
เช่นกลิ่นพิษ แล้วตาย
บางคนรู้รสแล้ว แล้วตาย
เช่นรส... แล้วตาย
บางคนถูกต้องสัมผัสแล้ว แล้วตาย
เช่น โดนลูกกระสุน แล้วตาย
###พระพุทธเจ้าบอกวิธีไว้เกี่ยวกับ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ
คือไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กับเขา
ธรรมารมณ์ ก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กับเขา
และเวทนา ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กับเขา
และสัญญา ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กับเขา
และสังขาร ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กับเขา
และผู้พาไปรู้อายตนะ๖ ก็ไม่ต้องยินดี ไม่ต้องยินร้าย กับเขา
เห็นเขาพาไปรู้ทางตา รู้รูป
อ่าว..รู้รูปแล้ว
อ่าวเห็นเขาพาย้ายไปรู้ทางจมูก รู้กลิ่น
อ่าว..รู้กลิ่นแล้ว
เห็นเขาพาย้ายไปรู้ทางหู รู้เสียง
อ่าว..รู้เสียงแล้ว
อ่าวเห็นเขาพาย้ายไปรู้ทางลิ้น รู้รส
อ่าว..รู้รสแล้ว
เห็นเขาพาย้ายไปรู้ทางกาย รู้โผฏฐัพพะ
อ่าว..รู้โผฏฐัพพะแล้ว
พาไปทางไหนอีก
อ่าวพาไปรู้ทางมโม รู้ธรรมารมณ์(เวทนาสัญญาสังขาร)
เวียนสลับรู้ อายตนะต่างๆ ไม่หยุดเลย
สมกับหลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า หน้าที่คือรู้เฉยๆ
#ออกไป รู้ ข้างนอกแล้ว
อย่ามีตัณหากับสิ่งที่รู้นั้น
ได้แก่อยากให้เป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
อยากให้เป็นอย่างนั้น
ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้
ทั้งๆที่ กฏแห่งกรรมอันเป็นธรรมชาติเขาจัดสันเลือกฉากอันเป็นเที่ยงธรรมแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น