วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ผมฮู้สึกว่าผมมีความรู้ เกี่ยวกับพระสกิทา มากกว่าในพระสูตรในพระสูตรพระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระสกิคาไว้บ่หลายคือ พระสกิคานั่น ทำราคะโทสะโมะเบาบางลงสิ่งที่ผมฮู้เกี่ยวกับพระสกิทาคือ จิตของพระสกิทาทรงอุปจาระสมาธิบ่อยกว่าพระโสดาและสาเหตุที่พระสกิทาต้องยังมาเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียว เพราะว่า จิตนั้นยังละอุปจาระสามาธิระดับ๑ไม่ได้คืออุปจาระสมาธิมีอยู่๗ระดับ อันนี้เป็นอภิธรรม๑ อุปจาระสมาธิมนุษยภูมิ๒ อุปจาระสมาธิจาตุมาหาราชิกาภูมิ๓ อุปจาระสมาธิตาวติงภูมิ๔ อุปจาระสมาธิยามาภูมิ๕ อุปจาระสมาธิตุสิตาภูมิ๖ อุปจาระสมาธินิมานรตีภูมิ๗ อุปจาระสมาธิปรนิมมิตวสวัตตีภูมิถ้าระดับ๘มันจะกลายเป็นพรหมชั้นที่๑คืออัปณาสมาธิพระโสดาทรงอุปจาระสมาธิ แต่ไม่บ่อยเท่าพระสกิทาพระโสดาชอบฟังธรรมไม่เบื่อไม่หน่าย เพราะยังไม่รู้วิธีการทำสมาธิและปัญญาระดับสูงขึ้นไปอีกและพระโสดาสมบูรณ์ในเรื่องสิกขาที่๑แล้ว คืออธิศีลสิกขา แต่อธิจิตตะสิกขากำลังใฝ่เรียนวิธีทำให้บริบูรณ์.ส่วนพระสกิทา อธิศีลสิกขาสมบูรณ์แล้ว และเริ่มรู้และเข้าใจวิธีทำอธิจิตตะสิกขา จึงประมาณว่าขอลาครูเข้าถ้ำเข้าป่าช้าและกุศลกรรมบทสิบพระโสดา สมบูรณ์ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นอกนั้นยังส่วนพระสกิคา ข้อ ๑ - ๗ สมบูรณ์ และอภิดฌา พยาบาท ออกจากจิตยังไม่หมด ตรงนี้นี่เองที่พระพุทธเจ้ายกเอาไปว่า ทำราคะ โทสะ เบาบาง เพราะโมหะเบาบางก่อนและอภิญญาจะเกิดเฉพาะในขณะที่จิตทรงสมาธิระดับสวรรค์ ยิ่งถ้าเป็นระดับปรนิมมิตะวสวัตตี อภิญญายิ่งชัดกว่า ระดับจาตุมหาราชิกาภูมิอุปจาระสมาธิและถ้าอุปจาระสมาธิระดับสูงการหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ไกลกว่า ระดับจาตุมหาราชิกาภูมิอุปจาระสมาธิและพระสกิทาเริ่มเข้าใจ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือเข้ากามาวจร มากกว่าพระโสดาและจิตพระสกิทา พลังงานสว่างทะลุแผ่ครอบจักรวาลและเริ่มเกิดมรรคญาณบ่อยและจิตน้อมไปลักษณะเมตตาก็มีอยู่ในบางครั้ง น้อมไปลักษณะอุเบกก็มีอยู่ คล้ายๆกับว่า จะเริ่มชอบเสื้อตัวอื่นมากกว่าตัวเดิมที่เคยใส่และเริ่มรู้ว่าตนเองโง่ ที่ไปหลงยึดอดีตว่าเป็นเราในปัจจุบัน ทั้งๆที่ตนเองเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ คล้ายๆเหมือนงูลอกคราบ หรือดาบออกจากฝัก หรือเหมือนกับแก้เสื้อผ้าออกเรื่อยๆ ที่ใส่ไว้แสนตัวและการสนใจผู้อื่น คือเอาอกเอาใจน้อยลง เว้าง่ายๆมันเริ่มเปิ้นไปทางอุเบกขาและฮู้วิธีเซาปรุงแต่งนิวรณ์ และฮู้วิธีเข้าอุปจาระสมาธิ

ผมฮู้สึกว่าผมมีความรู้ เกี่ยวกับพระสกิทา มากกว่าในพระสูตร
ในพระสูตรพระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระสกิคาไว้บ่หลาย
คือ พระสกิคานั่น ทำราคะโทสะโมะเบาบางลง

สิ่งที่ผมฮู้เกี่ยวกับพระสกิทาคือ จิตของพระสกิทาทรงอุปจาระสมาธิบ่อยกว่าพระโสดา

และสาเหตุที่พระสกิทาต้องยังมาเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียว เพราะว่า จิตนั้นยังละอุปจาระสามาธิระดับ๑ไม่ได้

คืออุปจาระสมาธิมีอยู่๗ระดับ อันนี้เป็นอภิธรรม
๑ อุปจาระสมาธิมนุษยภูมิ
๒ อุปจาระสมาธิจาตุมาหาราชิกาภูมิ
๓ อุปจาระสมาธิตาวติงภูมิ
๔ อุปจาระสมาธิยามาภูมิ
๕ อุปจาระสมาธิตุสิตาภูมิ
๖ อุปจาระสมาธินิมานรตีภูมิ
๗ อุปจาระสมาธิปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ
ถ้าระดับ๘มันจะกลายเป็น
พรหมชั้นที่๑
คืออัปณาสมาธิ

พระโสดาทรงอุปจาระสมาธิ แต่ไม่บ่อยเท่าพระสกิทา

พระโสดาชอบฟังธรรมไม่เบื่อไม่หน่าย เพราะยังไม่รู้วิธีการทำสมาธิและปัญญาระดับสูงขึ้นไปอีก
และพระโสดาสมบูรณ์ในเรื่องสิกขาที่๑แล้ว คืออธิศีลสิกขา แต่อธิจิตตะสิกขากำลังใฝ่เรียนวิธีทำให้บริบูรณ์
.ส่วนพระสกิทา อธิศีลสิกขาสมบูรณ์แล้ว และเริ่มรู้และเข้าใจวิธีทำอธิจิตตะสิกขา จึงประมาณว่าขอลาครูเข้าถ้ำเข้าป่าช้า

และกุศลกรรมบทสิบ
พระโสดา สมบูรณ์
ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นอกนั้นยัง
ส่วนพระสกิคา ข้อ ๑ - ๗ สมบูรณ์ และอภิดฌา พยาบาท ออกจากจิตยังไม่หมด   ตรงนี้นี่เองที่พระพุทธเจ้ายกเอาไปว่า ทำราคะ โทสะ เบาบาง เพราะโมหะเบาบางก่อน

และอภิญญาจะเกิดเฉพาะในขณะที่จิตทรงสมาธิระดับสวรรค์ ยิ่งถ้าเป็นระดับปรนิมมิตะวสวัตตี อภิญญายิ่งชัดกว่า ระดับจาตุมหาราชิกาภูมิอุปจาระสมาธิ

และถ้าอุปจาระสมาธิระดับสูงการหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ไกลกว่า ระดับจาตุมหาราชิกาภูมิอุปจาระสมาธิ

และพระสกิทาเริ่มเข้าใจ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือเข้ากามาวจร มากกว่าพระโสดา

และจิตพระสกิทา พลังงานสว่างทะลุแผ่ครอบจักรวาล

และเริ่มเกิดมรรคญาณบ่อย
และจิตน้อมไปลักษณะเมตตาก็มีอยู่ในบางครั้ง น้อมไปลักษณะอุเบกก็มีอยู่ คล้ายๆกับว่า จะเริ่มชอบเสื้อตัวอื่นมากกว่าตัวเดิมที่เคยใส่

และเริ่มรู้ว่าตนเองโง่ ที่ไปหลงยึดอดีตว่าเป็นเราในปัจจุบัน ทั้งๆที่ตนเองเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ คล้ายๆเหมือนงูลอกคราบ หรือดาบออกจากฝัก หรือเหมือนกับแก้เสื้อผ้าออกเรื่อยๆ ที่ใส่ไว้แสนตัว

และการสนใจผู้อื่น คือเอาอกเอาใจน้อยลง เว้าง่ายๆมันเริ่มเปิ้นไปทางอุเบกขา

และฮู้วิธีเซาปรุงแต่งนิวรณ์ และฮู้วิธีเข้าอุปจาระสมาธิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น