พระอนาคามี เริ่มจะรู้จักตัวเองมากขึ้น คือรู้ว่าเป็นธรรมชาตินามธรรมอันหนึ่ง
จึงเป็นเหตุให้การเกิดในภพใหม่ต่อไป กลายเป็นภพนามกาย(กายทิพย์)ตลอดไปจนถึงบรรลุสัจจะกิริญาณอรหัตผล ท่านจึงไม่สามารถอุบัติเกิดในกายมหาภูตรูปสี่ได้อีก
พระสกิทาคามี ที่ท่านต้องเกิดเป็นมนุษย์คราวเดียวเพราะ ยังมีเชื้อในกามธาตุแบบหยาบอยู่ อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางนั่นแหละ
เพราะว่าถึงแม้ตัวราคะโทสะโมหะจะเบาบาง
แต่มันก็ยังทำอันตรายต่อ อุปจาระสมาธิได้
ถ้าพระสกิทาคามีสามารถทรงอุปจาระสมาธิได้ตลอดเวลา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นมนุษย์อีก
เพราะสมาธิระดับอุปจาระสมาธิ เป็นสมาธิระดับสูงสุดในกามาวจรภูมิ ผู้ที่จะอยู่ยงคงกระพันในการเป็นเทวดาในชั้นกามาวจร ต้องมีอุปจาระสมาธิเกิดขึ้นตลอดเวลา พระสกิทาคามีทรงอุปจาระสมาธิบ่อยครั้งกว่าพระโสดาบัน
พระโสดาบันทรงอุปจาระสมาธิไม่บ่อยเท่าพระสกิทาคามี เพราะจิตยังมีส่วนแห่งราคะโทสะโมหะที่มากกว่าพระสกิทาคามี
ส่วนพระอนาคามีนั่น ทรงสมาธิตลอดเวลา
สมาธิขั้นแรกก็คือปลอดจากนิวรณ์ธรรม
เป็นสมบัติของพระอนาคาที่ไม่หนักในด้านสมาธิทุกองค์ ส่วนพระอนาคาที่หนักในด้านสมาธิ ก็ฌาณสี่ ไปจนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ
#
รอครูบาอาจารย์คอนเฟริม
นี่แหละคือ #อภิธรรม#
อุปจาระสมาธิ มีอยู่๗ระดับ
๑ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตมนุษย์ภูมิ
๒ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตจาตุมหาราชิกาภูมิ
๓ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตตาวติงภูมิ
๔ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตยามาภูมิ
๕ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตตุตาภูมิ
๖ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตนิมมานรตีภูมิ
๗ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ
การเกิดของสัตว์ในกามาวจรภูมิ จึงต่างกัน ตรงที่ อุปจาระสมาธิ ในขณะแห่งปฏิสนธิวิญญาณ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น