วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565

> และสมาธิแบบจิตมันรวมของมันเอง แบบว่าแค่อยู่เฉยๆ ไม่โน้มคิดพิจารณาข้อธรรม แบบว่าคิดพิจารณาข้อธรรมจนเห็นว่าพอ แล้วไม่คิดพิจารณาข้อธรรม แล้วจิตมันรวมของมันเอง แบบรู้สึกว่ามีพลังอุปจาระสมาธิเอง หลังจากที่คิดพิจารณาข้อธรรมค่อนข้างใช้เวลานาน> สมาธิแบบ เหวี่ยงซ้ายขวา ตัวเอนตัวหมุ่นๆ อยู่นานเป็นเกือบชัวโมง พร้อมน้ำตาปิติ เพราะแผ่บุญให้ชั้นนั้นชั้นนี้และลงมาหัวหน้าแล้วลงมา และหัวหน้าลงมา และหัวหน้าลงมา และกินนร กินนรี และก็หัวหน้าลงมาและลงเปตรลงสัตว์นรกลงยะมัดสะลงนายบาลและสัตว์นรกแผ่แบบอื่นก็มี แบบเจาะจง ขนาด ความสั้น ความยาว จำนวนเท้า บนบก อากาศ ในน้ำ และแผ่แบบตามฉบับโจโฉร้อยขึ้นมาและแผ่แบบสมาธิคลื่นบุญผสมผสานสลับกันทั้งเมตตาจิตและวิปัสนาจิตและสมถะจิตและแผ่แบบตามหนังสือ สรรพเพสัตตา ทำนองนั้นแหละแปรสภาพเป็น สมาธิเย็นๆ ในระดับแรก ไม่รู้จะว่าอุปจาระหรืออัปณา แต่ความจริงคือก็คือเป็นชื่อใดชื่อหนึ่งไม่อุปจารระสมาธิก็อัปณาสมาธิ ถ้าบริกรรมไปเรื่อยๆคงถึงปฐมฌานอย่างอ่อนอย่างกลางอย่างละเอียด และอาจขึ้นไปทุติยฌานฯไปจนถึงฌาน๔> คือหลับตาข้างเดียวนำฝาขวดน้ำสีแดงมา มองมอง รี่ตาให้แคบลง เห็นวงกลมสีแดง  > นามสัญญาดึงจิตย้อนเข้ามาที่ตนคือปรุงสัญญาภาพด้านหลังศรีษะขึ้นมาในมโนทวารพร้อมกับจิตไปรู้ตรงศรีษะด้านหลังหรือ ตรงกระดูกด้านหลัง> นามสัญญาที่ทำให้จิตคลายวางธาตุของโลก ( Earth ) พวก ยาเภสัช อาหารปิณฑบาตร กุฏี  ปัจจัย๔ที่ควรกับสมณะ และพวก โทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ค  มโนทวารภาพ แยกออกเป็นชิ้นเล็กเท่าขี้ตา หลายๆเม็ด กระจายห่างออกมาหมายว่า ธาตุชิ้นเล็กๆน้อย มารวมกันให้ยึดว่าเป็นวัตถุให้ถือหนักไม่ว่างเปล่าเลยเดินจรงกลม คือพูดในใจว่า "โผฏฐัพะๆ"ไปพร้อมกับ ภาวะอาการฝ่าเท้ามีการสัมผัสกับดินไปเรื่อยๆ และจิตก็ไปรู้ภาวะอาการสัมผัสนั้นแปรสภาพเป็น จิตรวมหดเข้ามาแต่ไม่รวมมากเต็มที่ เท่าข้างบน น่าจะ 75 % ของอุปจาระสมาธิ แต่ไม่ถึงปฐมฌานแผ่เมตตา แบบที่เคยอ่านในพระสูตรประมาณว่าพระสารีบุตรเทศณ์เกี่ยวกับเจริญเมตตาจิตแผ่กระแสแสงบุญผ่านความว่างที่เป็นที่ที่ให้ตั้งของวัถุต่างๆไปยังทั่วทั้งแสนโกฏจักรวาลเลยแปรสภาพเป็นจิตสรรพสัตว์ได้รับกระแสบุญ

> และสมาธิแบบจิตมันรวมของมันเอง แบบว่าแค่อยู่เฉยๆ ไม่โน้มคิดพิจารณาข้อธรรม แบบว่าคิดพิจารณาข้อธรรมจนเห็นว่าพอ แล้วไม่คิดพิจารณาข้อธรรม แล้วจิตมันรวมของมันเอง แบบรู้สึกว่ามีพลังอุปจาระสมาธิเอง หลังจากที่คิดพิจารณาข้อธรรมค่อนข้างใช้เวลานาน


> สมาธิแบบ เหวี่ยงซ้ายขวา ตัวเอนตัวหมุ่นๆ อยู่นานเป็นเกือบชัวโมง พร้อมน้ำตาปิติ เพราะแผ่บุญให้ชั้นนั้นชั้นนี้และลงมาหัวหน้าแล้วลงมา และหัวหน้าลงมา และหัวหน้าลงมา และกินนร กินนรี และก็หัวหน้าลงมา

และลงเปตร

ลงสัตว์นรก

ลงยะมัดสะลงนายบาลและสัตว์นรก


แผ่แบบอื่นก็มี แบบเจาะจง ขนาด ความสั้น ความยาว จำนวนเท้า บนบก อากาศ ในน้ำ 


และแผ่แบบตามฉบับโจโฉร้อยขึ้นมา


และแผ่แบบสมาธิคลื่นบุญ

ผสมผสานสลับกันทั้งเมตตาจิตและวิปัสนาจิตและสมถะจิต


และแผ่แบบตามหนังสือ สรรพเพสัตตา ทำนองนั้นแหละ


แปรสภาพเป็น สมาธิเย็นๆ ในระดับแรก ไม่รู้จะว่าอุปจาระหรืออัปณา แต่ความจริงคือก็คือเป็นชื่อใดชื่อหนึ่งไม่อุปจารระสมาธิก็อัปณาสมาธิ 

ถ้าบริกรรมไปเรื่อยๆคงถึงปฐมฌานอย่างอ่อนอย่างกลางอย่างละเอียด และอาจขึ้นไปทุติยฌานฯไปจนถึงฌาน๔


> คือหลับตาข้างเดียวนำฝาขวดน้ำสีแดงมา มองมอง รี่ตาให้แคบลง เห็นวงกลมสีแดง  


> นามสัญญาดึงจิตย้อนเข้ามาที่ตน

คือปรุงสัญญาภาพด้านหลังศรีษะขึ้นมาในมโนทวารพร้อมกับจิตไปรู้ตรงศรีษะด้านหลัง

หรือ ตรงกระดูกด้านหลัง

> นามสัญญาที่ทำให้จิตคลายวางธาตุของโลก ( Earth ) พวก ยาเภสัช อาหารปิณฑบาตร กุฏี  ปัจจัย๔ที่ควรกับสมณะ และพวก โทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ค  

มโนทวารภาพ แยกออกเป็นชิ้นเล็กเท่าขี้ตา หลายๆเม็ด กระจายห่างออกมา

หมายว่า ธาตุชิ้นเล็กๆน้อย มารวมกันให้ยึดว่าเป็นวัตถุให้ถือหนักไม่ว่างเปล่าเลย


เดินจรงกลม คือพูดในใจว่า "โผฏฐัพะๆ"

ไปพร้อมกับ ภาวะอาการฝ่าเท้ามีการสัมผัสกับดิน

ไปเรื่อยๆ และจิตก็ไปรู้ภาวะอาการสัมผัสนั้น


แปรสภาพเป็น จิตรวมหดเข้ามาแต่ไม่รวมมากเต็มที่ เท่าข้างบน น่าจะ 75 % ของอุปจาระสมาธิ แต่ไม่ถึงปฐมฌาน

แผ่เมตตา แบบที่เคยอ่านในพระสูตรประมาณว่าพระสารีบุตรเทศณ์เกี่ยวกับเจริญเมตตาจิต


แผ่กระแสแสงบุญผ่านความว่างที่เป็นที่ที่ให้ตั้งของวัถุต่างๆไปยังทั่วทั้งแสนโกฏจักรวาล


เลยแปรสภาพเป็นจิตสรรพสัตว์ได้รับกระแสบุญ

สมาธิชนิดที่สอง


ปฐมฌานที่เกิดจากอสุภะกรรมฐาน

สีเปลี่ยนมาเรื่อยๆจนเป็นสีขาว


และทำ โอทาตสกิน เพื่อให้เกิดทิพย์จักษุ


"ชอบสงเคราะห์ผู้ที่เคยทำสิ่งดีๆให้ตนในอดีต ครู แม้ครูจะไม่ค่อยชอบ ก็นิรนามเอาให้ เพราะถ้าแสดงตนไป ครูจะไม่ชอบ แต่ใจความ เพื่อให้ครูรู้ธรรมะ และแล้วก็มีข่าวเศร้าว่า ครูตายแล้ว

และ และพวกเด็ก ๆ เณร ประมาณว่าทำบางอย่างให้เขาได้บุญ ในแบบใกล้ๆตัวและไกลๆ เป็นขอบเขตที่เข้าไปไม่ได้นัก

ไกลๆ เช่น เห็นคนไถ่นา อยากให้เขาได้บุญ ก็เดินไปขอกินน้ำเขา เพื่อให้เขาได้บุญ


และอยากให้เขาได้บุญ ก็ขอน้ำเขา


เดินไปเองก็ได้เพราะชอบเดิน แต่เจาอาสาไปส่ง ก็คิดว่าถ้าขึ้นเขาจะได้บุญก็เลยขึ้น


และอยากให้เด็กได้บุญก็บอกให้เขานวดให้บีบๆแบบงูๆปลาๆ บางที่นวดแรงเจ็บๆก็บอกให้เบาๆ






ชวนคนทำบุญก็มี เอาcdหลายๆแผ่น ให้ครู ไปทำบุญแจกผู้อื่นเป็นบุญของตนเอง

กระจ่ายหนังสือสอนปฏิบัติธรรม สติปัฏฐานสี ไปยัง ห้องสมุด รร เขื่องใน รร ม่วงสามสิบ รร จิกดู่ รร หัวตะพาน

ส่วนแผ่นcdไป รร มัธยม หลายแห่งในเขตอำนาจเจริญ และอุบล และเขาน่าจะกระจ่ายแจกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น