Your pending posts in groups
Pending posts in groups
ร่างกายนี้... วัวหมดไปกี่คอก หมูเห็นเป็ดไก่หมดไปกี่รถ ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละ
เสื้อผ้าหมดไปกี่ชุด ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละ
ต้นไม้หมดป่าตัดเอามาสร้างบ้านเรือน
ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละอยู
่
#อย่าพากันมัวหลง กายนี้เลย
เราไปตกนรก ไปเป็นเปตร ไปเป็นเดรัจฉาน มันก็ไม่ไปด้วย..! นะ
อีกไม่นานกายนี้ ก็เป็นก้อนดินสลายหายไปกับดิน
เสื้อผ้าหมดไปกี่ชุด ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละ
ต้นไม้หมดป่าตัดเอามาสร้างบ้านเรือน
ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละอยู
่
#อย่าพากันมัวหลง กายนี้เลย
เราไปตกนรก ไปเป็นเปตร ไปเป็นเดรัจฉาน มันก็ไม่ไปด้วย..! นะ
อีกไม่นานกายนี้ ก็เป็นก้อนดินสลายหายไปกับดิน
คนฆ่าตัวตาย คนข่มขืนลูกตัวเอง ก็มีสาเหตุมาจากจิตไปยึดเกาะธาตุเหล่านี้ไว้ แทนที่จะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใคร่ควรพิจารณาว่า "สิงทั้งหลายทั้งปวงไม่เทียง อันใครๆไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น"
เอาละเข้าเรื่องดีกว่า..
ผู้ที่เจริญวิปัสนา เป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ จะเห็นสภาวะผัสสะเป็นล้านๆ ที่ผ่านมาแล้วก็แก่ชรา และมรณะดับไป
สภาวะเป็นล้านๆแต่ไม่รู้จะเอาคำสมมุติบัญญัติทางโลกคำไหนมาบัญญัติให้พอให้ครบได้หมด
สภาวะพวกนี้เกิดจาก อายตนะภายในและอายตนะภายนอกประสานกัน
ถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ไปตั้งที่ลูกตา
จะมีปรากฏธาตุภาพ
ธาตุเห็น ธาตุขยับ ธาตุเคลือนไหวเร็ว ธาตุเคลือนไหวช้า ธาตุแสง ธาตุจุดสี ธาตุสีเขียว ธาตุสีเหลือง ธาตุสีฟ้า ธาตุสีแดง ธาตุสีเงิน ธาตุสีชมพู ธาตุสีดำ ธาตุสีมวง ธาตุสีขาว ธาตุสีส้ม
ธุาตทรวดทรง ธาตุทรงกลม ธาตุทรงแบน ธาตุทรงโค้ง ธาตุทรงเอียง
ธาตุทรงเบี้ยว ธาตุทรงเป็นรู ธาตุทรงไม่เป็นรู
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากตา ไปเกิดที่หู
จะมีปรากฏธาตุเสียง
ธาตุได้ยิน ธาตุเสียงสูง ธาตุเสียงต่ำ ธาตุเสียงดับ ธาตุเสียงเกิด ธาตเสรรเสิญ
ธาตุนินทา ธาตุไพเราะ ธาตุชม ธาตุไม่ไพเราะ ธาตุเสียงด่า
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากหู ไปเกิดที่จมูก
จะมีปรากฏธาตุกลิ่น
ธาตุได้กลิ่น ธาตุกลิ่นหอม ธาตุกลิ่นเหม็น ธาตุกลิ่นฉุน ธาตุกลิ่นเน่า ธาตุกลิ่นตุ๋ๆ
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากจมูกไปเกิดที่ลิ้น
จะมีปรากฏธาตุรส
ธาตุหวาน ธาตุเค็ม ธาตุเปรี้ยว ธาตุขม ธาตุจืด ธาตุจาง ธาตุเผ็ด ธาตุกลมกล่อม ธาตุอุมะมิ
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากลิ้นไปตั้งที่กาย
จะมีปรากฏธาตุโผฏฐัพพะ
ธาตุอ่อนนุ่ม ธาตุแหลม ธาตุคม ธาตุแข็ง ธาตุนิ่ม ธาตุชา ธาตุปวด ธาตุหิว ธาตุอิ่ม ธาตุธาตุร้อน ธาตุเย็น
ธาตุหนาว ธาตุสบาย ธาตุลมพัดเข้า ธาตุลมพัดออก ธาตุไม่สบาย
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากรูปขันธ์ ไปตั้งที่นามขันธ์
จะมีปรากฏธาตุธรรมารมณ์
ธาตุอยากเห็น ธาตุไม่อยากเห็น ธาตุอยากได้ยิน ธาตุไม่อยากได้ยิน
ธาตุอยากลิ่มรส ธาตุไม่อยากลิ่มรส ธาตุอยากถูกต้องผัสสะ
ธาตุไม่อยากถูกต้องผัสสะ ธาตุราคะ ธาตุโทสะ ธาตุโมหะดับ
ธาตุโกธร ธาตุเกลียด ธาตุเคียด ธาตุอาฆาต ธาตุลังเล ธาตุสงสัย
ธาตุชิงชัง ธาตุซึ่มเศร้า ธาตุอิจฉา ธาตุวิตกกังวล ธาตุหงุดหงิด
ธาตุหมั่นไส้ ธาตุโออวด ธาตุอยากประชด ธาตุร้อนใจ ธาตุเพ่งโทษ
ธาตุท้อแท้ ธาตุไม่พอใจ ธาตุระแวง ธาตุหวาดกลัว ธาตุง่วง ธาตุน้อยใจ
ธาตุเศร้าใจ ธาตุริเริ่ม ธาตุกล้าหาร ธาตุสนใจ ธาตุเสียใจ ธาตุขี้เกลียด ธาตุองอาจ ธาตุเกลียดคร้าน ธาตุหลับ ธาตุหมดสติ ธาตุตื่นรู้ ธาตุคิด
ธาตุยุ่ง ธาตุทุกข์ระทมใจ ธาตุรังเกลียด ธาตุหดหู่ ธาตุเศร้าหมอง ธาตุขุ่นเคือง ธาตุคับแค้น ธาตุชวนหัวเราะ ธาตุลำคาญใจ ธาตุอยากให้รู้
ธาตุไม่อยากให้รู้ ธาตุเสียใจ ธาตุห่วง ธาตุหวง ธาตุเบื่อ ธาตุอึดอัด
ธาตุเจ็บ ธาตุแสบ ธาตุคัน ธาตุอยากเกา ธาตุทุเลา ธาตุวุ่นวาย ธาตุฟุ้งซาน ธาตุอิ่มใจ ธาตุเอิบอิ่ม ธาตุกำลังใจ ธาตุซึมลง ธาตุอาย ธาตุปัจจุบัน
ธาตุเขิล ธาตุหวาดกลัว ธาตุตกใจ ธาตุมึนงง ธาตุนึกอดีต ธาตุนึกอนาคต ธาตุสับสน ธาตุอยากละ ธาตุไม่อยากละ ธาตุสงสัย ธาตุอยากเอา
ธาตุไม่อยากเอา ธาตุไม่ชอบ ธาตุเบา ธาตุว่าง ธาตุโปร่งโล่ง ธาตุเฉย ธาตุสงบ ธาตุนิ่ง ธาตุหนักใจ ธาตุอยากทำ ธาตุไม่อยากทำ ธาตุอาลัย ธาตุอาวร ธาตุสุข ธาตุอิ่มเอม ธาตุเกษม ธาตุปรีดา ธาตุปภัทสร ธาตุโสมนัส ธาตุโทมนัส ธาตุแช่มชื่น ธาตุชุมช่ำ ธาตุุเหงา ธาตุเบิกบาน ธาตุเหนื่อย
ธาตุสำราญใจ ธาตุปิติ ธาตุยินดี ธาตุปราโมทย์ ธาตุร่าเริง ธาตุดีใจ ธาตุคิดว่าเรา ธาตุคิดว่าเขา ธาตุถูกใจ ธาตุชื่นใจ ธาตุใจพองขึ้น
ผู้เรียนจิตตะสิกขา จะเห็นธาตุอารมณ์เป็นล้านๆ ทั้งที่เกิดจากวิบากกรรม และทั้งที่ไม่ได้เกิดจากวิบากกรรม ทั้งที่เกิดจากผัสสะในอินทรีย์ห้า(ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีใจเป็นที่หก
แต่ว่าใครจะมีปัญญาญาณแจ้งจริงๆว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่ถูกเรารู้ตังหาก ไม่ใช่อันเดียวกันกับเรา
พอถึงตรงนี้ ผัสสะไรจะมาก็ok ไม่ต่อต้าน ไม่ยึดถือ
แต่เมื่อใดเผลอขาดสติ ก็จะโง่ทันที คือยึดทันทีว่ามันกับเราเป็นอันเดียวกัน
:สมมุติว่า(จิตเราหรือว่าวิญญๅณเรา) ไปตั้งอยู่นอกโลกกลางอาวะกาศโล่งๆ และสภาวะต่างๆในธรรมารมณ์ อุปมาก็ไม่ต่างจากดวงดาวทั้งหลายในจักรวาลที่เคลื่อน ที่ไหลผ่านใจตลอดเวลา
เอาละเข้าเรื่องดีกว่า..
ผู้ที่เจริญวิปัสนา เป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ จะเห็นสภาวะผัสสะเป็นล้านๆ ที่ผ่านมาแล้วก็แก่ชรา และมรณะดับไป
สภาวะเป็นล้านๆแต่ไม่รู้จะเอาคำสมมุติบัญญัติทางโลกคำไหนมาบัญญัติให้พอให้ครบได้หมด
สภาวะพวกนี้เกิดจาก อายตนะภายในและอายตนะภายนอกประสานกัน
ถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ไปตั้งที่ลูกตา
จะมีปรากฏธาตุภาพ
ธาตุเห็น ธาตุขยับ ธาตุเคลือนไหวเร็ว ธาตุเคลือนไหวช้า ธาตุแสง ธาตุจุดสี ธาตุสีเขียว ธาตุสีเหลือง ธาตุสีฟ้า ธาตุสีแดง ธาตุสีเงิน ธาตุสีชมพู ธาตุสีดำ ธาตุสีมวง ธาตุสีขาว ธาตุสีส้ม
ธุาตทรวดทรง ธาตุทรงกลม ธาตุทรงแบน ธาตุทรงโค้ง ธาตุทรงเอียง
ธาตุทรงเบี้ยว ธาตุทรงเป็นรู ธาตุทรงไม่เป็นรู
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากตา ไปเกิดที่หู
จะมีปรากฏธาตุเสียง
ธาตุได้ยิน ธาตุเสียงสูง ธาตุเสียงต่ำ ธาตุเสียงดับ ธาตุเสียงเกิด ธาตเสรรเสิญ
ธาตุนินทา ธาตุไพเราะ ธาตุชม ธาตุไม่ไพเราะ ธาตุเสียงด่า
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากหู ไปเกิดที่จมูก
จะมีปรากฏธาตุกลิ่น
ธาตุได้กลิ่น ธาตุกลิ่นหอม ธาตุกลิ่นเหม็น ธาตุกลิ่นฉุน ธาตุกลิ่นเน่า ธาตุกลิ่นตุ๋ๆ
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากจมูกไปเกิดที่ลิ้น
จะมีปรากฏธาตุรส
ธาตุหวาน ธาตุเค็ม ธาตุเปรี้ยว ธาตุขม ธาตุจืด ธาตุจาง ธาตุเผ็ด ธาตุกลมกล่อม ธาตุอุมะมิ
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากลิ้นไปตั้งที่กาย
จะมีปรากฏธาตุโผฏฐัพพะ
ธาตุอ่อนนุ่ม ธาตุแหลม ธาตุคม ธาตุแข็ง ธาตุนิ่ม ธาตุชา ธาตุปวด ธาตุหิว ธาตุอิ่ม ธาตุธาตุร้อน ธาตุเย็น
ธาตุหนาว ธาตุสบาย ธาตุลมพัดเข้า ธาตุลมพัดออก ธาตุไม่สบาย
และถ้า(ผู้รู้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิญญาณขันธ์) ดับจากรูปขันธ์ ไปตั้งที่นามขันธ์
จะมีปรากฏธาตุธรรมารมณ์
ธาตุอยากเห็น ธาตุไม่อยากเห็น ธาตุอยากได้ยิน ธาตุไม่อยากได้ยิน
ธาตุอยากลิ่มรส ธาตุไม่อยากลิ่มรส ธาตุอยากถูกต้องผัสสะ
ธาตุไม่อยากถูกต้องผัสสะ ธาตุราคะ ธาตุโทสะ ธาตุโมหะดับ
ธาตุโกธร ธาตุเกลียด ธาตุเคียด ธาตุอาฆาต ธาตุลังเล ธาตุสงสัย
ธาตุชิงชัง ธาตุซึ่มเศร้า ธาตุอิจฉา ธาตุวิตกกังวล ธาตุหงุดหงิด
ธาตุหมั่นไส้ ธาตุโออวด ธาตุอยากประชด ธาตุร้อนใจ ธาตุเพ่งโทษ
ธาตุท้อแท้ ธาตุไม่พอใจ ธาตุระแวง ธาตุหวาดกลัว ธาตุง่วง ธาตุน้อยใจ
ธาตุเศร้าใจ ธาตุริเริ่ม ธาตุกล้าหาร ธาตุสนใจ ธาตุเสียใจ ธาตุขี้เกลียด ธาตุองอาจ ธาตุเกลียดคร้าน ธาตุหลับ ธาตุหมดสติ ธาตุตื่นรู้ ธาตุคิด
ธาตุยุ่ง ธาตุทุกข์ระทมใจ ธาตุรังเกลียด ธาตุหดหู่ ธาตุเศร้าหมอง ธาตุขุ่นเคือง ธาตุคับแค้น ธาตุชวนหัวเราะ ธาตุลำคาญใจ ธาตุอยากให้รู้
ธาตุไม่อยากให้รู้ ธาตุเสียใจ ธาตุห่วง ธาตุหวง ธาตุเบื่อ ธาตุอึดอัด
ธาตุเจ็บ ธาตุแสบ ธาตุคัน ธาตุอยากเกา ธาตุทุเลา ธาตุวุ่นวาย ธาตุฟุ้งซาน ธาตุอิ่มใจ ธาตุเอิบอิ่ม ธาตุกำลังใจ ธาตุซึมลง ธาตุอาย ธาตุปัจจุบัน
ธาตุเขิล ธาตุหวาดกลัว ธาตุตกใจ ธาตุมึนงง ธาตุนึกอดีต ธาตุนึกอนาคต ธาตุสับสน ธาตุอยากละ ธาตุไม่อยากละ ธาตุสงสัย ธาตุอยากเอา
ธาตุไม่อยากเอา ธาตุไม่ชอบ ธาตุเบา ธาตุว่าง ธาตุโปร่งโล่ง ธาตุเฉย ธาตุสงบ ธาตุนิ่ง ธาตุหนักใจ ธาตุอยากทำ ธาตุไม่อยากทำ ธาตุอาลัย ธาตุอาวร ธาตุสุข ธาตุอิ่มเอม ธาตุเกษม ธาตุปรีดา ธาตุปภัทสร ธาตุโสมนัส ธาตุโทมนัส ธาตุแช่มชื่น ธาตุชุมช่ำ ธาตุุเหงา ธาตุเบิกบาน ธาตุเหนื่อย
ธาตุสำราญใจ ธาตุปิติ ธาตุยินดี ธาตุปราโมทย์ ธาตุร่าเริง ธาตุดีใจ ธาตุคิดว่าเรา ธาตุคิดว่าเขา ธาตุถูกใจ ธาตุชื่นใจ ธาตุใจพองขึ้น
ผู้เรียนจิตตะสิกขา จะเห็นธาตุอารมณ์เป็นล้านๆ ทั้งที่เกิดจากวิบากกรรม และทั้งที่ไม่ได้เกิดจากวิบากกรรม ทั้งที่เกิดจากผัสสะในอินทรีย์ห้า(ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีใจเป็นที่หก
แต่ว่าใครจะมีปัญญาญาณแจ้งจริงๆว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่ถูกเรารู้ตังหาก ไม่ใช่อันเดียวกันกับเรา
พอถึงตรงนี้ ผัสสะไรจะมาก็ok ไม่ต่อต้าน ไม่ยึดถือ
แต่เมื่อใดเผลอขาดสติ ก็จะโง่ทันที คือยึดทันทีว่ามันกับเราเป็นอันเดียวกัน
:สมมุติว่า(จิตเราหรือว่าวิญญๅณเรา) ไปตั้งอยู่นอกโลกกลางอาวะกาศโล่งๆ และสภาวะต่างๆในธรรมารมณ์ อุปมาก็ไม่ต่างจากดวงดาวทั้งหลายในจักรวาลที่เคลื่อน ที่ไหลผ่านใจตลอดเวลา
#พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็สอนให้หลุดพ้นอาสวะกิเลสได้เหมือนกัน แต่ไม่เปิดสอนโดยสาธารณะ
คือไม่ตั้งศาสนาขึ้น
ประวัติของพระสุสิมะปัจเจกพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองไพสาลี พระเจ้าพิมพิสารจัดการบูชาใหญ่ มีการปราบพื้นที่ทั่ง 2 ฝั่ง 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สี แค่เข่า แล้วก็พากันจัดฉัตรให้มีการบูชากันหนัก ฉะนั้นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นธรณีเมืองไพสาลีเป็นครั้งแรก เกิดฝนตกหนัก บรรดาพระสงฆ์นั่งประชุมกันว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ บรรดาเพื่อนทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้านี่เราอยู่กับท่านมาปีเศษ ยังไม่เคยเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แสดงปาฎิหารย์อย่างคราวนี้ เป็นอัศจรรย์มาก ต่างคนต่างชม เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในพระมหาวิหาร อาศัยความเป็นทิพย์ของโสตประสาท สมเด็จพระบรมโลกนาถฟังพระคุยกันก็เข้าใจ ฟังรู้เรื่องหมด
สมเด็จพระบรมสุคตจึงมาพิจารณาว่า เราไปเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง จะมีประโยชน์กับพวกเธอบ้างไหม ? ก็ทราบว่าเมื่อคุยจบ เล่าเรื่องนี้จบ อานิสงส์จบ บรรดาท่านที่ฟังอยู่ทั้งหลายเหล่านั้น อย่างน้อยจะได้พระโสดาบันถึงอรหันต์ เมื่อเห็นว่าประโยชน์มี องค์สมเด็จพระชินศรีก็เสด็จไป เมื่อเข้าไปใกล้ถึงที่นั่นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ปูอาสนะ คือปูผ้าอาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วประทับนั่ง โดยจริยาของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ต้องทำตาม
ท่านรู้ทุกอย่างแต่ก็ต้องถามว่า เธอนั่งคุยกันเรื่องอะไร บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็กราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เขาปราบทางให้ราบเรียบก็ดี 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สีก็ดี กั้นร่มก็ดี เวลาเหยียบ แผ่นดินฝั่งโน้น ฝนตกก็ดี อันนี้ไม่ใช่บารมีที่ตถาคตบำเพ็ญบารมีมาดีเต็มแล้วเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ ไม่ใช่อานุภาพของเทวดาหรือพรหม หรือนาคบันดาล แต่ว่าเป็นผลความดีในกาลก่อนของตถาคตที่ทำบุญนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่ามีผลมาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงหยุดอยู่ ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่อาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ให้ดำรัสเรื่องราวความเป็นมา
ท่านจึงตรัสว่าในกาลก่อนนี้ ท่าน (ยังเป็นพระโพธิสัตว์ กำลังบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีอยู่) ได้เกิดที่เมืองตักสิลา เป็นพราหมณ์ มีชื่อว่า สังขะ มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า สุสิมะ ต่อมาเมื่อสุสิมะโตอายุ 16 ปี ก็อยากจะเรียน ไตรเพท เพราะพราหมณ์เขาถือว่าเรียนไตรเพทแล้ว ถ้าจบเป็นพราหมณ์ชั้นดี
พ่อก็บอกว่ามีพราหมณ์เป็นเพื่อนของพ่ออยู่ในเมือง เขาเก่งมาก ก็พาเขาเข้าไปหาเพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ เพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ก็ดีมาก รู้ว่าเป็นลูกของเพื่อนก็เต็มใจสอนด้วยความเต็มใจ ท่านสุสิมะเรียนไม่ช้าไม่นาน เรียนจบเร็ว มีความฉลาดมาก เพื่อนของพ่อดีใจมาก รักมาก แต่ว่า ท่านสุสิมะ เป็นคนมีปัญญาสูง มีบารมีเต็ม เมื่อเรียนไตรเพทจบ ก็มาใคร่ครวญว่า ความรู้ที่เราเรียนนี้มันได้แต่ในเบื้องต้น กับท่ามกลางความเห็นเท่านั้นเอง เห็นเบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ไม่เห็นที่สุด (เบื้องต้นคือการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ท่ามกลางคือการเกิดเป็นพรหม แล้วที่สุดนั้นหมายความว่า หนีจากการเกิดต่อไปคือนิพพาน วิชาของพราหมณ์ไม่มี)
ท่านสุสิมะ พิจารณาใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก แต่มันไม่ถึงที่สุด มองไม่เห็นที่สุดว่ามันจะไปจบชีวิตเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าไอ้เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันน่าเบื่อ เราไม่ควรจะเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป มันควรความรู้ที่เรียน ควรจะพ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ กาตาย จึงเข้าไปหาอาจารย์ ท่านลุงครับ ความรู้ที่ศึกษานี่ ผมมองเห็นแต่เบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ก็ไม่เห็นที่สุด พอจะเข้าใจไหมครับ ที่สุดพอจะสอนผมได้ไหม ท่านพ่อบุญธรรมหรือท่านลุงบอกว่า ฉันก็เห็นแค่นั้นเหมือนกัน เห็นได้แค่เบื้องต้นกับท่ามกลาง ที่สุดก็มองไม่เห็น ท่านสุสิมะ ก็ถามว่า ใครครับที่จะเห็นท่านพ่อ ท่านเพื่อนของพ่อก็บอกเลยว่า ฤาษีในป่า ฤาษีในป่าเห็นที่สุด ท่านสุสิมะ ก็ลาไปหาฤาษีในป่า
แต่ความจริงพราหมณ์เขาคิดว่าเป็นฤาษี แต่ความจริงเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ามาก เพราะมันเป็นเวลาว่างจากพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุขึ้นมา ไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ถามถึงที่สุดแห่งการปฎิบัติให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระปัจเจกพุทธเจ้า บอกคณะของเรามี คณะของเราทุกคนนี่ศึกษาถึงที่สุดด้วยกันทั้งหมด แล้วเมื่อศึกษาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มี มีแต่ความสุข มีชีวิตอยู่ก็มี ความสุข ตายไปแล้วก็พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป
ท่านสุสิมะ ก็ขอศึกษา บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นอาวุโสก็บอกว่า ศึกษาได้ นี่ไม่หวง ใครอยากจะศึกษา ศึกษาได้ ก็ขอเรียนเดี๋ยวนั้น ท่านบอกเรียนเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก เพราะแต่งตัวไม่เหมือนกัน คนจะเรียนวิชานี้ต้องแต่งตัวเหมือนกัน ถ้าแต่งตัวไม่เหมือนกันเรียนไม่ได้ ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่า สุสิมะศึกษาวิชาของพราหมณ์ แต่งตัวแบบพราหมณ์ ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือว่าเป็น ความรู้ที่ต่ำ และพราหมณ์ทะนงตน ว่าเป็นพวกพรหม เป็นเพศที่สูง เป็นตระกูลที่สูง มานะมันยังมีอยู่ ท่านจึงแก้มานะ ว่าต้องแต่งตัวเหมือนกัน ดูซิว่าเขาจะยอมหรือไม่ยอม แต่ความจริง พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้านะ อย่าลืม มีกำลังสูงกว่าพระอรหันต์มาก เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง แต่ว่าไม่สอนใครเป็นสาธารณะ ต้องการเฉพาะคนที่ศรัทธาไปหาท่าน เมื่อท่านสุสิมะ ฟังแล้วก็ตั้งใจ เอ้า! บวชก็บวช แต่งตัวเหมือนกัน ท่านก็ปลงผม นุ่งสบง ห่มจีวรเหมือนกัน ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า จัดหามาให้ แล้วก็ตั้งใจศึกษา ในที่สุดไม่ช้า ใช้เวลาไม่กี่วันท่านก็บรรลุเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ว่าการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นไม่นานอีกเหมือนกัน อยู่ไม่นาน ไม่สักกี่วันนัก ก็เห็นจะประมาณสักเดือนเห็นจะได้มั้ง ท่านก็ต้องนิพพาน ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่าท่านก่อกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำให้อายุสั้นจะต้องนิพพานมาถึงท่าน ท่านก็ต้องนิพพาน กรรมประเภทนั้นก็คือ อำนาจของอกุศลกรรมที่มีโทษ ปาณาติบาต มาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ มันก็มาตามท่าน
ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนามว่า สุสิมะ นิพพานแล้ว บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กับชาวเมือง(เมืองไพสาลี นะ) พากันทำการฌาปนกิจเผาศพท่าน แล้วก็สร้างสถูป สร้างเจดีย์เหมือนกับรูปบาตรคว่ำ บรรจุกระดูกของท่าน ต่างคนต่างไหว้บูชาในเวลานั้น
ปรากฎว่า สังขพราหมณ์ เห็นลูกชายไปนานก็คิดถึง ก็ไปหาเพื่อน ถามกับเพื่อน ลูกชายอยู่รึเปล่า เพื่อนก็บอกว่าเขาเรียนจบแล้ว เขาไม่พอใจ เขาไม่เห็นที่สุด เขาขอไปเรียนกับฤาษีในป่า ท่านก็ไปที่เมืองไพสาลี ไปจากเมืองตักสิลา ไปเมืองไพสาลีนะ คิดว่าคนแถวนั้นอาจจะรู้เรื่องบ้าง เห็นเขาชุมนุมกันมีการบูชาทำประทักษิณเวียนเทียนพระสถูปก็เข้าไปถาม คิดว่าคนแถวนั้นคงได้ข่าวลูกชายเราบ้าง ก็ไปถามว่า นี่พ่อทั้งหลาย แม่ทั้งหลาย ได้ยินข่าวสุสิมะมานพนี่บ้างไหม คนทั้งหลายเหล่านั้นทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ เขากำลังเวียนเทียนพระสถูปของท่าน อ้อ ! สุสิมะ น่ะรึ ท่านสุสิมะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งแต่ยังหนุ่ม เด็กมาก อายุประมาณ 16-17 ปี แต่ความดีของท่านมีมาก แต่กรรมบางอย่างทำให้ท่านต้องนิพพานเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ากำลังเวียนเทียนกับท่านนี่ ทำฌาปนกิจเสร็จก็ทำสถูปใช้เครื่องประดับ แล้วก็เวียนเทียนบูชาความดีของท่าน สังขพราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้เสียใจ เสียใจมากทำยังไงล่ะ เขาบูชากันนี่ท่านเดินทางไม่มีอะไรมาเลย ก็เลยเอาผ้าขาวม้าของท่านที่ติดมานั่นล่ะ ไปกอบทรายข้างนอกใส่ผ้าขาวม้า ห่อมาก็โปรยปรายทาง ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปนั้นราบเรียบ คือขนทรายมา ใช้ผ้าขาวม้าห่อ ไม่มีอะไร ใช้ผ้าขาวม้าจนทางเรียบพอใช้ได้ จะให้มันดีเหมือนถนนนั้นไม่ได้ แล้วไปเอาต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกข้าง ๆ พระสถูป แล้วก็เอาน้ำมารดต้นไหม้ แล้วก็มันไม่มีอะไรทำ ธงก็เอาผ้าฉัตร ผ้าขาวม้านี่ทำธงขึ้นไปปักบนยอด มีร่มอยู่คันหนึ่ง เข้าไปกางบนยอดพระสถูป อย่านึกว่าพระสถูปแหลมเปี๊ยบจะดี นี่ไม่ใช่นะ เป็นรูปบาตรคว่ำขึ้นไปได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย คถาคตทำบุญเล็กน้อยเท่านี้ เป็นปัจจัยให้ได้การบูชาในสมัยนี้ คือที่พระเจ้าพิมพิสาร บูชาก็ดี พระเจ้ามหาลิ เจ้าเมืองไพสาลี บูชาก็ดี นาค คนธรรพ์ เทวดา พรหม บูชาเป็นการใหญ่ ยกฉัตรกันทั่วจักรวาลก็ดี เป็นบารมีในสมัยที่ตถาคตเกิดเป็น สังขพราหมณ์ บูชา ท่านสุสิมะ พระปัจเจกพุทธเจ้า จึง กล่าวเป็นอย่าง ๆ ว่า
การที่เขาปราบพื้นที่ให้เรียบ 8 โยชน์ คือ ฝั่งนี้ 5 โยชน์ ฝั่งโน้น 5 โยชน์ รวมเป็น 8 โยชน์ นั่นล่ะ อานิสงส์มาจาก การเกลี่ยทราย เอาทรายมาโปรยปราย ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปเรียบพอใช้ได้ มันไม่เรียบเหมือนถนน แต่ทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ไปทำให้มันเต็มนิด ๆ หน่อย ๆ พอเป็นทางเรียบดี ท่านบอกอานิสงส์นี้เป็นปัจจัยเขาปราบทางให้เรียบ 8 โยชน์ ที่ตถาคตจะเดินไปแล้วก็อาศัยที่เอาต้นไม้ดอกมาปลูกข้าง ๆ สถูป เป็นการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่มีนามว่า สุสิมะ ก็เป็นเหตุให้ 2 ฝั่ง เขาเอาดอกไม้ 5 สี มาโปรยปรายในระหว่างทาง สูงประมาณเข่าที่เราตถาคตเดินไป
การที่เขาจัดฉัตรให้แก่ตถาคตก็ดี คือร่มให้กับบรรดาพระสงฆ์ก็ดี เพราะอานิสงส์ที่ตถาคตจัดร่ม เอาไปกางไว้บนยอดพระสถูป
การที่เขาจัดธงทิว ปักเรียงรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเทวดาและพรหมและนาค จัดธงแก้วมณีแก้วประพาฬ ธงวิเศษนั้นก็อาศัยผ้าขาวม้าที่เราไปทำธงบนยอดพระสถูป
การที่ตถาคตเหยียบเมืองไพสาลี เป็นวาระแรกที่เขาถึงแล้วฝนตกใหญ่ก็เป็นปัจจัยจากการนำเอาน้ำมารดต้นไม้ที่เป็นไม้ดอก เป็นปัจจัยให้ฝนตกใหญ่
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้จบ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายทั้งหมดที่ปุถุชนก็บรรลุพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามี และอนาคามี และอรหันต์บ้างเป็นแถว
ฟังของท่านแล้วก็จำให้ดี การบำเพ็ญกุศลบุญราศีสักเล็กน้อยมันมีอานิสงส์มากอย่างนี้ แต่ว่าเราจะต้องบูชากันด้วยศรัทธาแท้ ขอพวกท่านทั้งหลายที่มีความดี จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม อย่าให้ความดีถอยไป
(ย่อมาจากเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้า ในหนังสือพระสูตรก่อนนิทรา เทศนาโดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
คือไม่ตั้งศาสนาขึ้น
ประวัติของพระสุสิมะปัจเจกพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองไพสาลี พระเจ้าพิมพิสารจัดการบูชาใหญ่ มีการปราบพื้นที่ทั่ง 2 ฝั่ง 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สี แค่เข่า แล้วก็พากันจัดฉัตรให้มีการบูชากันหนัก ฉะนั้นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นธรณีเมืองไพสาลีเป็นครั้งแรก เกิดฝนตกหนัก บรรดาพระสงฆ์นั่งประชุมกันว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ บรรดาเพื่อนทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้านี่เราอยู่กับท่านมาปีเศษ ยังไม่เคยเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แสดงปาฎิหารย์อย่างคราวนี้ เป็นอัศจรรย์มาก ต่างคนต่างชม เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในพระมหาวิหาร อาศัยความเป็นทิพย์ของโสตประสาท สมเด็จพระบรมโลกนาถฟังพระคุยกันก็เข้าใจ ฟังรู้เรื่องหมด
สมเด็จพระบรมสุคตจึงมาพิจารณาว่า เราไปเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง จะมีประโยชน์กับพวกเธอบ้างไหม ? ก็ทราบว่าเมื่อคุยจบ เล่าเรื่องนี้จบ อานิสงส์จบ บรรดาท่านที่ฟังอยู่ทั้งหลายเหล่านั้น อย่างน้อยจะได้พระโสดาบันถึงอรหันต์ เมื่อเห็นว่าประโยชน์มี องค์สมเด็จพระชินศรีก็เสด็จไป เมื่อเข้าไปใกล้ถึงที่นั่นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ปูอาสนะ คือปูผ้าอาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วประทับนั่ง โดยจริยาของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ต้องทำตาม
ท่านรู้ทุกอย่างแต่ก็ต้องถามว่า เธอนั่งคุยกันเรื่องอะไร บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็กราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เขาปราบทางให้ราบเรียบก็ดี 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สีก็ดี กั้นร่มก็ดี เวลาเหยียบ แผ่นดินฝั่งโน้น ฝนตกก็ดี อันนี้ไม่ใช่บารมีที่ตถาคตบำเพ็ญบารมีมาดีเต็มแล้วเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ ไม่ใช่อานุภาพของเทวดาหรือพรหม หรือนาคบันดาล แต่ว่าเป็นผลความดีในกาลก่อนของตถาคตที่ทำบุญนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่ามีผลมาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงหยุดอยู่ ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่อาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ให้ดำรัสเรื่องราวความเป็นมา
ท่านจึงตรัสว่าในกาลก่อนนี้ ท่าน (ยังเป็นพระโพธิสัตว์ กำลังบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีอยู่) ได้เกิดที่เมืองตักสิลา เป็นพราหมณ์ มีชื่อว่า สังขะ มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า สุสิมะ ต่อมาเมื่อสุสิมะโตอายุ 16 ปี ก็อยากจะเรียน ไตรเพท เพราะพราหมณ์เขาถือว่าเรียนไตรเพทแล้ว ถ้าจบเป็นพราหมณ์ชั้นดี
พ่อก็บอกว่ามีพราหมณ์เป็นเพื่อนของพ่ออยู่ในเมือง เขาเก่งมาก ก็พาเขาเข้าไปหาเพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ เพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ก็ดีมาก รู้ว่าเป็นลูกของเพื่อนก็เต็มใจสอนด้วยความเต็มใจ ท่านสุสิมะเรียนไม่ช้าไม่นาน เรียนจบเร็ว มีความฉลาดมาก เพื่อนของพ่อดีใจมาก รักมาก แต่ว่า ท่านสุสิมะ เป็นคนมีปัญญาสูง มีบารมีเต็ม เมื่อเรียนไตรเพทจบ ก็มาใคร่ครวญว่า ความรู้ที่เราเรียนนี้มันได้แต่ในเบื้องต้น กับท่ามกลางความเห็นเท่านั้นเอง เห็นเบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ไม่เห็นที่สุด (เบื้องต้นคือการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ท่ามกลางคือการเกิดเป็นพรหม แล้วที่สุดนั้นหมายความว่า หนีจากการเกิดต่อไปคือนิพพาน วิชาของพราหมณ์ไม่มี)
ท่านสุสิมะ พิจารณาใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก แต่มันไม่ถึงที่สุด มองไม่เห็นที่สุดว่ามันจะไปจบชีวิตเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าไอ้เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันน่าเบื่อ เราไม่ควรจะเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป มันควรความรู้ที่เรียน ควรจะพ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ กาตาย จึงเข้าไปหาอาจารย์ ท่านลุงครับ ความรู้ที่ศึกษานี่ ผมมองเห็นแต่เบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ก็ไม่เห็นที่สุด พอจะเข้าใจไหมครับ ที่สุดพอจะสอนผมได้ไหม ท่านพ่อบุญธรรมหรือท่านลุงบอกว่า ฉันก็เห็นแค่นั้นเหมือนกัน เห็นได้แค่เบื้องต้นกับท่ามกลาง ที่สุดก็มองไม่เห็น ท่านสุสิมะ ก็ถามว่า ใครครับที่จะเห็นท่านพ่อ ท่านเพื่อนของพ่อก็บอกเลยว่า ฤาษีในป่า ฤาษีในป่าเห็นที่สุด ท่านสุสิมะ ก็ลาไปหาฤาษีในป่า
แต่ความจริงพราหมณ์เขาคิดว่าเป็นฤาษี แต่ความจริงเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ามาก เพราะมันเป็นเวลาว่างจากพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุขึ้นมา ไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ถามถึงที่สุดแห่งการปฎิบัติให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระปัจเจกพุทธเจ้า บอกคณะของเรามี คณะของเราทุกคนนี่ศึกษาถึงที่สุดด้วยกันทั้งหมด แล้วเมื่อศึกษาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มี มีแต่ความสุข มีชีวิตอยู่ก็มี ความสุข ตายไปแล้วก็พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป
ท่านสุสิมะ ก็ขอศึกษา บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นอาวุโสก็บอกว่า ศึกษาได้ นี่ไม่หวง ใครอยากจะศึกษา ศึกษาได้ ก็ขอเรียนเดี๋ยวนั้น ท่านบอกเรียนเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก เพราะแต่งตัวไม่เหมือนกัน คนจะเรียนวิชานี้ต้องแต่งตัวเหมือนกัน ถ้าแต่งตัวไม่เหมือนกันเรียนไม่ได้ ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่า สุสิมะศึกษาวิชาของพราหมณ์ แต่งตัวแบบพราหมณ์ ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือว่าเป็น ความรู้ที่ต่ำ และพราหมณ์ทะนงตน ว่าเป็นพวกพรหม เป็นเพศที่สูง เป็นตระกูลที่สูง มานะมันยังมีอยู่ ท่านจึงแก้มานะ ว่าต้องแต่งตัวเหมือนกัน ดูซิว่าเขาจะยอมหรือไม่ยอม แต่ความจริง พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้านะ อย่าลืม มีกำลังสูงกว่าพระอรหันต์มาก เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง แต่ว่าไม่สอนใครเป็นสาธารณะ ต้องการเฉพาะคนที่ศรัทธาไปหาท่าน เมื่อท่านสุสิมะ ฟังแล้วก็ตั้งใจ เอ้า! บวชก็บวช แต่งตัวเหมือนกัน ท่านก็ปลงผม นุ่งสบง ห่มจีวรเหมือนกัน ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า จัดหามาให้ แล้วก็ตั้งใจศึกษา ในที่สุดไม่ช้า ใช้เวลาไม่กี่วันท่านก็บรรลุเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ว่าการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นไม่นานอีกเหมือนกัน อยู่ไม่นาน ไม่สักกี่วันนัก ก็เห็นจะประมาณสักเดือนเห็นจะได้มั้ง ท่านก็ต้องนิพพาน ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่าท่านก่อกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำให้อายุสั้นจะต้องนิพพานมาถึงท่าน ท่านก็ต้องนิพพาน กรรมประเภทนั้นก็คือ อำนาจของอกุศลกรรมที่มีโทษ ปาณาติบาต มาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ มันก็มาตามท่าน
ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนามว่า สุสิมะ นิพพานแล้ว บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กับชาวเมือง(เมืองไพสาลี นะ) พากันทำการฌาปนกิจเผาศพท่าน แล้วก็สร้างสถูป สร้างเจดีย์เหมือนกับรูปบาตรคว่ำ บรรจุกระดูกของท่าน ต่างคนต่างไหว้บูชาในเวลานั้น
ปรากฎว่า สังขพราหมณ์ เห็นลูกชายไปนานก็คิดถึง ก็ไปหาเพื่อน ถามกับเพื่อน ลูกชายอยู่รึเปล่า เพื่อนก็บอกว่าเขาเรียนจบแล้ว เขาไม่พอใจ เขาไม่เห็นที่สุด เขาขอไปเรียนกับฤาษีในป่า ท่านก็ไปที่เมืองไพสาลี ไปจากเมืองตักสิลา ไปเมืองไพสาลีนะ คิดว่าคนแถวนั้นอาจจะรู้เรื่องบ้าง เห็นเขาชุมนุมกันมีการบูชาทำประทักษิณเวียนเทียนพระสถูปก็เข้าไปถาม คิดว่าคนแถวนั้นคงได้ข่าวลูกชายเราบ้าง ก็ไปถามว่า นี่พ่อทั้งหลาย แม่ทั้งหลาย ได้ยินข่าวสุสิมะมานพนี่บ้างไหม คนทั้งหลายเหล่านั้นทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ เขากำลังเวียนเทียนพระสถูปของท่าน อ้อ ! สุสิมะ น่ะรึ ท่านสุสิมะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งแต่ยังหนุ่ม เด็กมาก อายุประมาณ 16-17 ปี แต่ความดีของท่านมีมาก แต่กรรมบางอย่างทำให้ท่านต้องนิพพานเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ากำลังเวียนเทียนกับท่านนี่ ทำฌาปนกิจเสร็จก็ทำสถูปใช้เครื่องประดับ แล้วก็เวียนเทียนบูชาความดีของท่าน สังขพราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้เสียใจ เสียใจมากทำยังไงล่ะ เขาบูชากันนี่ท่านเดินทางไม่มีอะไรมาเลย ก็เลยเอาผ้าขาวม้าของท่านที่ติดมานั่นล่ะ ไปกอบทรายข้างนอกใส่ผ้าขาวม้า ห่อมาก็โปรยปรายทาง ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปนั้นราบเรียบ คือขนทรายมา ใช้ผ้าขาวม้าห่อ ไม่มีอะไร ใช้ผ้าขาวม้าจนทางเรียบพอใช้ได้ จะให้มันดีเหมือนถนนนั้นไม่ได้ แล้วไปเอาต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกข้าง ๆ พระสถูป แล้วก็เอาน้ำมารดต้นไหม้ แล้วก็มันไม่มีอะไรทำ ธงก็เอาผ้าฉัตร ผ้าขาวม้านี่ทำธงขึ้นไปปักบนยอด มีร่มอยู่คันหนึ่ง เข้าไปกางบนยอดพระสถูป อย่านึกว่าพระสถูปแหลมเปี๊ยบจะดี นี่ไม่ใช่นะ เป็นรูปบาตรคว่ำขึ้นไปได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย คถาคตทำบุญเล็กน้อยเท่านี้ เป็นปัจจัยให้ได้การบูชาในสมัยนี้ คือที่พระเจ้าพิมพิสาร บูชาก็ดี พระเจ้ามหาลิ เจ้าเมืองไพสาลี บูชาก็ดี นาค คนธรรพ์ เทวดา พรหม บูชาเป็นการใหญ่ ยกฉัตรกันทั่วจักรวาลก็ดี เป็นบารมีในสมัยที่ตถาคตเกิดเป็น สังขพราหมณ์ บูชา ท่านสุสิมะ พระปัจเจกพุทธเจ้า จึง กล่าวเป็นอย่าง ๆ ว่า
การที่เขาปราบพื้นที่ให้เรียบ 8 โยชน์ คือ ฝั่งนี้ 5 โยชน์ ฝั่งโน้น 5 โยชน์ รวมเป็น 8 โยชน์ นั่นล่ะ อานิสงส์มาจาก การเกลี่ยทราย เอาทรายมาโปรยปราย ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปเรียบพอใช้ได้ มันไม่เรียบเหมือนถนน แต่ทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ไปทำให้มันเต็มนิด ๆ หน่อย ๆ พอเป็นทางเรียบดี ท่านบอกอานิสงส์นี้เป็นปัจจัยเขาปราบทางให้เรียบ 8 โยชน์ ที่ตถาคตจะเดินไปแล้วก็อาศัยที่เอาต้นไม้ดอกมาปลูกข้าง ๆ สถูป เป็นการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่มีนามว่า สุสิมะ ก็เป็นเหตุให้ 2 ฝั่ง เขาเอาดอกไม้ 5 สี มาโปรยปรายในระหว่างทาง สูงประมาณเข่าที่เราตถาคตเดินไป
การที่เขาจัดฉัตรให้แก่ตถาคตก็ดี คือร่มให้กับบรรดาพระสงฆ์ก็ดี เพราะอานิสงส์ที่ตถาคตจัดร่ม เอาไปกางไว้บนยอดพระสถูป
การที่เขาจัดธงทิว ปักเรียงรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเทวดาและพรหมและนาค จัดธงแก้วมณีแก้วประพาฬ ธงวิเศษนั้นก็อาศัยผ้าขาวม้าที่เราไปทำธงบนยอดพระสถูป
การที่ตถาคตเหยียบเมืองไพสาลี เป็นวาระแรกที่เขาถึงแล้วฝนตกใหญ่ก็เป็นปัจจัยจากการนำเอาน้ำมารดต้นไม้ที่เป็นไม้ดอก เป็นปัจจัยให้ฝนตกใหญ่
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้จบ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายทั้งหมดที่ปุถุชนก็บรรลุพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามี และอนาคามี และอรหันต์บ้างเป็นแถว
ฟังของท่านแล้วก็จำให้ดี การบำเพ็ญกุศลบุญราศีสักเล็กน้อยมันมีอานิสงส์มากอย่างนี้ แต่ว่าเราจะต้องบูชากันด้วยศรัทธาแท้ ขอพวกท่านทั้งหลายที่มีความดี จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม อย่าให้ความดีถอยไป
(ย่อมาจากเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้า ในหนังสือพระสูตรก่อนนิทรา เทศนาโดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เบิ่งลายมือเจ้าของแล้ว เส้นชีวิตมันคึสั้นแท้น้อ....
คำนวนคร่าวๆเบิ่งแล้ว คึสิได้มีโอกาสอยู่ทำบุญกุศลแค่ช่วงแถว 70 ถึง 80 ปี แล้วกะขาดใจตาย..
แค่นี้หรือชีวิตเฮา
และการจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก เพิลว่า ต้องเป็นจิตลักษณะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กะคือบ่โลภ บ่มีโกธร บ่มีการขาดสติแท้ จึงจะเข้าท้องผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์ได้ (จั่งสิสามารถเป็นลูกของพ่อแม่คู่หนึ่งๆได้)
ถ้าบ่แมนเป็นจิตลักษณะดังว่าแล้ว มันสิไปเข้าท้องหมาแม่ แมวแม่ งัวแม่ กะเป็นหมาน้อยแมวน้อยงัวน้อยนั่นแล่ว กะคือเป็นการเกิดแบบทุคติภพ
....อาตมาอยากต่ออายุไขเจ้าของ กะเลยว่าสิซอยเพิลสร้างโรงบาล แฮงกำลังถึงมันสิบ่หลายกะตาม 3,000 กะสิซอยและซอยบอกต่อ ชาตินี้จั่งสิได้จำไว้ว่ากุกะเคยสร้างโรงบาลตั้วหนิ มาเด้อผุใด๋สิฮ่วมนำ
ประกาศเด้อ บ่แมนเรี่ยไร
ผู้ใด๋อยากสร้างโรงพยาบาลแน ตอนนี้เพิลสร้างไปแล้วแต่กะยังขาดปัจจัยยุ(เงินนั่นหละ) โรงพยาบาลสังคม. จ.หนองคาย
#เนื้อหามาจากเว็บเด้อ
"ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศล "สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วยในและอุปกรณ์การแพทย์ ๕๐,๐๐๐ กองๆละ ๑,๐๐๐ บาท" ณ โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย วันอาทิศย์ ที่ 21 พฤษภาคม 2560 ประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี) ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุชาติ นพวรรณ (ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย) นายชยาวุธ จันทร (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี) นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น) นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม) นายคุมพล บรรเทาทุกข์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (บริษัท ที พี ไอ) นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย) พล.ต.กนก ภู่ม่วง (ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี)
#(วีดีโอกราฟฟิก)
จำลองโรงพยาบาลสังคม เป็นตะเบิงยุทันสมัยดี
https://youtu.be/JemdPzdag0w
เป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง เปิดให้บริการแก่ประชาชนในเขตอำเภอสังคม และอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.นายูง อ.ปากชม รวมถึงประชาชนจาก สปป.ลาว ที่ยากไร้ ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันมีผู้ป่วย มารับบริการมากขึ้นทุกปีแต่โรงพยาบาลไม่สามารถรับรองได้เพียงพอ รวมถึงไม่มีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับการดูแลรักษาพระภิกษุ สามเณรที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หลวงพ่อจันมี อนาลโย ท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ และท่าน ผอ.โรงพยาบาลสังคม จึงได้จัดจั้งโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย "ตึกอนาลโยเมตตา (หลวงพ่อจันมี)"
#วัตถุประสงค์โครงการ
๑. เพื่อขยายพื้นที่ และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสังคม ในการรองรับการให้บริการผู้ป่วย ผู้รับบริการในเขตอำเภอสังคม พื้นที่อำเภอใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน
๒.เพื่อให้พื้นที่สำหรับบริการพระภิกษุ สามเณรเป็นสัดส่วนมากขึ้น
#อยากอ่านหลายๆกดเข้านี่เลย: http://www.analayometta.com/index.php
สร้างนำแล้วมันสิได้หยัง? กะได้แนวเหยี๋ยวบ่เห็น
กะคือบุญกุศลนั่นเอง
พุทธพจน์(คำเว้าพระพุทธเจ้า)
ตรัสว่า >>>>>
(อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท)
ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ
(สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ)
ผู้มีปัญญา ให้ความสุข ย่อมได้ประสพสุข
(อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท)
บุคคลผู้ให้อายุ พละ วรรณะ สุขะ แลปฏิภาณ
(ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ)
บังเกิดในที่ใดๆย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้
สร้างโรงบาลให้คนตั้งมากตั้งหลายมาเข้ารับการรักษาโรคกายต่างๆ เพราะร่างกายนี้มันฮังทุกข์คักๆแนๆ ปวดเงี่ยว บ่ได้เงี่ยวกะทุกข์
ปวดขี้ บ่ได้ขี้กะทุกข์
หิ้วน้ำ บ่ได้กินกะทุกข์
หิ้วอาหาร บ่ได้กินกะทุกข์
กินอาหารมันคาคอ กะทุกข์
กลืนอาหารลงแล้ว มันบ่ย้อยกะทุกข์
มันย้อยแล้ว มันสิออกทางล่างปวดขี้กะทุกข์
ขี้บ่ออกกะได้สวนก้น มันกะทุกข์
ถ้าพิจารณาดีๆแล้ว มันทุกข์เพราะการที่จิตมาสิงอยู่กับ (อสุจิและไข่) (วิทยว่า ไซโกส ) ( บาลีว่า กลละ )
และถ้าพิจารณาดีๆคักๆ ย้อนจิตปรุงแต่งกระแสกามภพ กะเลยต้องไปกามภพ
คำนวนคร่าวๆเบิ่งแล้ว คึสิได้มีโอกาสอยู่ทำบุญกุศลแค่ช่วงแถว 70 ถึง 80 ปี แล้วกะขาดใจตาย..
แค่นี้หรือชีวิตเฮา
และการจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก เพิลว่า ต้องเป็นจิตลักษณะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กะคือบ่โลภ บ่มีโกธร บ่มีการขาดสติแท้ จึงจะเข้าท้องผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์ได้ (จั่งสิสามารถเป็นลูกของพ่อแม่คู่หนึ่งๆได้)
ถ้าบ่แมนเป็นจิตลักษณะดังว่าแล้ว มันสิไปเข้าท้องหมาแม่ แมวแม่ งัวแม่ กะเป็นหมาน้อยแมวน้อยงัวน้อยนั่นแล่ว กะคือเป็นการเกิดแบบทุคติภพ
....อาตมาอยากต่ออายุไขเจ้าของ กะเลยว่าสิซอยเพิลสร้างโรงบาล แฮงกำลังถึงมันสิบ่หลายกะตาม 3,000 กะสิซอยและซอยบอกต่อ ชาตินี้จั่งสิได้จำไว้ว่ากุกะเคยสร้างโรงบาลตั้วหนิ มาเด้อผุใด๋สิฮ่วมนำ
ประกาศเด้อ บ่แมนเรี่ยไร
ผู้ใด๋อยากสร้างโรงพยาบาลแน ตอนนี้เพิลสร้างไปแล้วแต่กะยังขาดปัจจัยยุ(เงินนั่นหละ) โรงพยาบาลสังคม. จ.หนองคาย
#เนื้อหามาจากเว็บเด้อ
"ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศล "สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วยในและอุปกรณ์การแพทย์ ๕๐,๐๐๐ กองๆละ ๑,๐๐๐ บาท" ณ โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย วันอาทิศย์ ที่ 21 พฤษภาคม 2560 ประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี) ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุชาติ นพวรรณ (ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย) นายชยาวุธ จันทร (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี) นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น) นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม) นายคุมพล บรรเทาทุกข์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (บริษัท ที พี ไอ) นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย) พล.ต.กนก ภู่ม่วง (ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี)
#(วีดีโอกราฟฟิก)
จำลองโรงพยาบาลสังคม เป็นตะเบิงยุทันสมัยดี
https://youtu.be/JemdPzdag0w
เป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง เปิดให้บริการแก่ประชาชนในเขตอำเภอสังคม และอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.นายูง อ.ปากชม รวมถึงประชาชนจาก สปป.ลาว ที่ยากไร้ ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันมีผู้ป่วย มารับบริการมากขึ้นทุกปีแต่โรงพยาบาลไม่สามารถรับรองได้เพียงพอ รวมถึงไม่มีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับการดูแลรักษาพระภิกษุ สามเณรที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หลวงพ่อจันมี อนาลโย ท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ และท่าน ผอ.โรงพยาบาลสังคม จึงได้จัดจั้งโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย "ตึกอนาลโยเมตตา (หลวงพ่อจันมี)"
#วัตถุประสงค์โครงการ
๑. เพื่อขยายพื้นที่ และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสังคม ในการรองรับการให้บริการผู้ป่วย ผู้รับบริการในเขตอำเภอสังคม พื้นที่อำเภอใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน
๒.เพื่อให้พื้นที่สำหรับบริการพระภิกษุ สามเณรเป็นสัดส่วนมากขึ้น
#อยากอ่านหลายๆกดเข้านี่เลย: http://www.analayometta.com/index.php
สร้างนำแล้วมันสิได้หยัง? กะได้แนวเหยี๋ยวบ่เห็น
กะคือบุญกุศลนั่นเอง
พุทธพจน์(คำเว้าพระพุทธเจ้า)
ตรัสว่า >>>>>
(อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท)
ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ
(สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ)
ผู้มีปัญญา ให้ความสุข ย่อมได้ประสพสุข
(อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท)
บุคคลผู้ให้อายุ พละ วรรณะ สุขะ แลปฏิภาณ
(ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ)
บังเกิดในที่ใดๆย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้
สร้างโรงบาลให้คนตั้งมากตั้งหลายมาเข้ารับการรักษาโรคกายต่างๆ เพราะร่างกายนี้มันฮังทุกข์คักๆแนๆ ปวดเงี่ยว บ่ได้เงี่ยวกะทุกข์
ปวดขี้ บ่ได้ขี้กะทุกข์
หิ้วน้ำ บ่ได้กินกะทุกข์
หิ้วอาหาร บ่ได้กินกะทุกข์
กินอาหารมันคาคอ กะทุกข์
กลืนอาหารลงแล้ว มันบ่ย้อยกะทุกข์
มันย้อยแล้ว มันสิออกทางล่างปวดขี้กะทุกข์
ขี้บ่ออกกะได้สวนก้น มันกะทุกข์
ถ้าพิจารณาดีๆแล้ว มันทุกข์เพราะการที่จิตมาสิงอยู่กับ (อสุจิและไข่) (วิทยว่า ไซโกส ) ( บาลีว่า กลละ )
และถ้าพิจารณาดีๆคักๆ ย้อนจิตปรุงแต่งกระแสกามภพ กะเลยต้องไปกามภพ
เบิ่งลายมือเจ้าของแล้ว เส้นชีวิตมันคึสั้นแท้น้อ....
คำนวนคร่าวๆเบิ่งแล้ว คึสิได้มีโอกาสอยู่ทำบุญกุศลแค่ช่วงแถว 70 ถึง 80 ปี แล้วกะขาดใจตาย..
แค่นี้หรือชีวิตเฮา
และการจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก เพิลว่า ต้องเป็นจิตลักษณะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กะคือบ่โลภ บ่มีโกธร บ่มีการขาดสติแท้ จึงจะเข้าท้องผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์ได้ (จั่งสิสามารถเป็นลูกของพ่อแม่คู่หนึ่งๆได้)
ถ้าบ่แมนเป็นจิตลักษณะดังว่าแล้ว มันสิไปเข้าท้องหมาแม่ แมวแม่ งัวแม่ กะเป็นหมาน้อยแมวน้อยงัวน้อยนั่นแล่ว กะคือเป็นการเกิดแบบทุคติภพ
....อาตมาอยากต่ออายุไขเจ้าของ กะเลยว่าสิซอยเพิลสร้างโรงบาล แฮงกำลังถึงมันสิบ่หลายกะตาม 3,000 กะสิซอยและซอยบอกต่อ ชาตินี้จั่งสิได้จำไว้ว่ากุกะเคยสร้างโรงบาลตั้วหนิ มาเด้อผุใด๋สิฮ่วมนำ
ประกาศเด้อ บ่แมนเรี่ยไร
ผู้ใด๋อยากสร้างโรงพยาบาลแน ตอนนี้เพิลสร้างไปแล้วแต่กะยังขาดปัจจัยยุ(เงินนั่นหละ) โรงพยาบาลสังคม. จ.หนองคาย
#เนื้อหามาจากเว็บเด้อ
"ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศล "สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วยในและอุปกรณ์การแพทย์ ๕๐,๐๐๐ กองๆละ ๑,๐๐๐ บาท" ณ โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย วันอาทิศย์ ที่ 21 พฤษภาคม 2560 ประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี) ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุชาติ นพวรรณ (ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย) นายชยาวุธ จันทร (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี) นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น) นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม) นายคุมพล บรรเทาทุกข์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (บริษัท ที พี ไอ) นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย) พล.ต.กนก ภู่ม่วง (ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี)
#(วีดีโอกราฟฟิก)
จำลองโรงพยาบาลสังคม เป็นตะเบิงยุทันสมัยดี
https://youtu.be/JemdPzdag0w
เป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง เปิดให้บริการแก่ประชาชนในเขตอำเภอสังคม และอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.นายูง อ.ปากชม รวมถึงประชาชนจาก สปป.ลาว ที่ยากไร้ ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันมีผู้ป่วย มารับบริการมากขึ้นทุกปีแต่โรงพยาบาลไม่สามารถรับรองได้เพียงพอ รวมถึงไม่มีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับการดูแลรักษาพระภิกษุ สามเณรที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หลวงพ่อจันมี อนาลโย ท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ และท่าน ผอ.โรงพยาบาลสังคม จึงได้จัดจั้งโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย "ตึกอนาลโยเมตตา (หลวงพ่อจันมี)"
#วัตถุประสงค์โครงการ
๑. เพื่อขยายพื้นที่ และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสังคม ในการรองรับการให้บริการผู้ป่วย ผู้รับบริการในเขตอำเภอสังคม พื้นที่อำเภอใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน
๒.เพื่อให้พื้นที่สำหรับบริการพระภิกษุ สามเณรเป็นสัดส่วนมากขึ้น
#อยากอ่านหลายๆกดเข้านี่เลย: http://www.analayometta.com/index.php
สร้างนำแล้วมันสิได้หยัง? กะได้แนวเหยี๋ยวบ่เห็น
กะคือบุญกุศลนั่นเอง
พุทธพจน์(คำเว้าพระพุทธเจ้า)
ตรัสว่า >>>>>
(อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท)
ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ
(สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ)
ผู้มีปัญญา ให้ความสุข ย่อมได้ประสพสุข
(อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท)
บุคคลผู้ให้อายุ พละ วรรณะ สุขะ แลปฏิภาณ
(ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ)
บังเกิดในที่ใดๆย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้
สร้างโรงบาลให้คนตั้งมากตั้งหลายมาเข้ารับการรักษาโรคกายต่างๆ เพราะร่างกายนี้มันฮังทุกข์คักๆแนๆ ปวดเงี่ยว บ่ได้เงี่ยวกะทุกข์
ปวดขี้ บ่ได้ขี้กะทุกข์
หิ้วน้ำ บ่ได้กินกะทุกข์
หิ้วอาหาร บ่ได้กินกะทุกข์
กินอาหารมันคาคอ กะทุกข์
กลืนอาหารลงแล้ว มันบ่ย้อยกะทุกข์
มันย้อยแล้ว มันสิออกทางล่างปวดขี้กะทุกข์
ขี้บ่ออกกะได้สวนก้น มันกะทุกข์
ถ้าพิจารณาดีๆแล้ว มันทุกข์เพราะการที่จิตมาสิงอยู่กับ (อสุจิและไข่) (วิทยว่า ไซโกส ) ( บาลีว่า กลละ )
และถ้าพิจารณาดีๆคักๆ ย้อนจิตปรุงแต่งกระแสกามภพ กะเลยต้องไปกามภพ
คำนวนคร่าวๆเบิ่งแล้ว คึสิได้มีโอกาสอยู่ทำบุญกุศลแค่ช่วงแถว 70 ถึง 80 ปี แล้วกะขาดใจตาย..
แค่นี้หรือชีวิตเฮา
และการจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก เพิลว่า ต้องเป็นจิตลักษณะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กะคือบ่โลภ บ่มีโกธร บ่มีการขาดสติแท้ จึงจะเข้าท้องผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์ได้ (จั่งสิสามารถเป็นลูกของพ่อแม่คู่หนึ่งๆได้)
ถ้าบ่แมนเป็นจิตลักษณะดังว่าแล้ว มันสิไปเข้าท้องหมาแม่ แมวแม่ งัวแม่ กะเป็นหมาน้อยแมวน้อยงัวน้อยนั่นแล่ว กะคือเป็นการเกิดแบบทุคติภพ
....อาตมาอยากต่ออายุไขเจ้าของ กะเลยว่าสิซอยเพิลสร้างโรงบาล แฮงกำลังถึงมันสิบ่หลายกะตาม 3,000 กะสิซอยและซอยบอกต่อ ชาตินี้จั่งสิได้จำไว้ว่ากุกะเคยสร้างโรงบาลตั้วหนิ มาเด้อผุใด๋สิฮ่วมนำ
ประกาศเด้อ บ่แมนเรี่ยไร
ผู้ใด๋อยากสร้างโรงพยาบาลแน ตอนนี้เพิลสร้างไปแล้วแต่กะยังขาดปัจจัยยุ(เงินนั่นหละ) โรงพยาบาลสังคม. จ.หนองคาย
#เนื้อหามาจากเว็บเด้อ
"ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศล "สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วยในและอุปกรณ์การแพทย์ ๕๐,๐๐๐ กองๆละ ๑,๐๐๐ บาท" ณ โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย วันอาทิศย์ ที่ 21 พฤษภาคม 2560 ประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี) ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุชาติ นพวรรณ (ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย) นายชยาวุธ จันทร (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี) นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น) นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม) นายคุมพล บรรเทาทุกข์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (บริษัท ที พี ไอ) นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย) พล.ต.กนก ภู่ม่วง (ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี)
#(วีดีโอกราฟฟิก)
จำลองโรงพยาบาลสังคม เป็นตะเบิงยุทันสมัยดี
https://youtu.be/JemdPzdag0w
เป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง เปิดให้บริการแก่ประชาชนในเขตอำเภอสังคม และอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.นายูง อ.ปากชม รวมถึงประชาชนจาก สปป.ลาว ที่ยากไร้ ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันมีผู้ป่วย มารับบริการมากขึ้นทุกปีแต่โรงพยาบาลไม่สามารถรับรองได้เพียงพอ รวมถึงไม่มีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับการดูแลรักษาพระภิกษุ สามเณรที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หลวงพ่อจันมี อนาลโย ท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ และท่าน ผอ.โรงพยาบาลสังคม จึงได้จัดจั้งโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย "ตึกอนาลโยเมตตา (หลวงพ่อจันมี)"
#วัตถุประสงค์โครงการ
๑. เพื่อขยายพื้นที่ และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสังคม ในการรองรับการให้บริการผู้ป่วย ผู้รับบริการในเขตอำเภอสังคม พื้นที่อำเภอใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน
๒.เพื่อให้พื้นที่สำหรับบริการพระภิกษุ สามเณรเป็นสัดส่วนมากขึ้น
#อยากอ่านหลายๆกดเข้านี่เลย: http://www.analayometta.com/index.php
สร้างนำแล้วมันสิได้หยัง? กะได้แนวเหยี๋ยวบ่เห็น
กะคือบุญกุศลนั่นเอง
พุทธพจน์(คำเว้าพระพุทธเจ้า)
ตรัสว่า >>>>>
(อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท)
ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ
(สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ)
ผู้มีปัญญา ให้ความสุข ย่อมได้ประสพสุข
(อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท)
บุคคลผู้ให้อายุ พละ วรรณะ สุขะ แลปฏิภาณ
(ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ)
บังเกิดในที่ใดๆย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้
สร้างโรงบาลให้คนตั้งมากตั้งหลายมาเข้ารับการรักษาโรคกายต่างๆ เพราะร่างกายนี้มันฮังทุกข์คักๆแนๆ ปวดเงี่ยว บ่ได้เงี่ยวกะทุกข์
ปวดขี้ บ่ได้ขี้กะทุกข์
หิ้วน้ำ บ่ได้กินกะทุกข์
หิ้วอาหาร บ่ได้กินกะทุกข์
กินอาหารมันคาคอ กะทุกข์
กลืนอาหารลงแล้ว มันบ่ย้อยกะทุกข์
มันย้อยแล้ว มันสิออกทางล่างปวดขี้กะทุกข์
ขี้บ่ออกกะได้สวนก้น มันกะทุกข์
ถ้าพิจารณาดีๆแล้ว มันทุกข์เพราะการที่จิตมาสิงอยู่กับ (อสุจิและไข่) (วิทยว่า ไซโกส ) ( บาลีว่า กลละ )
และถ้าพิจารณาดีๆคักๆ ย้อนจิตปรุงแต่งกระแสกามภพ กะเลยต้องไปกามภพ
มนุษย์ในยุคสมัยที่ต่างกันจะมีร่างกายสูงต่ำต่างกันด้วย ขึ้นอยู่กับอายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น อายุมากร่างกายสูงใหญ่ อายุน้อยร่างกายเตี้ยเล็ก ดูได้จากขนาดพระวรกายของพระพุทธเจ้าที่อุบัติในยุคสมัยต่างๆ คือ
พระทีปังกร อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระโกณฑัญญะ อายุขัยแสนปี สูง ๘๘ ศอก
พระมังคละ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๘๘ ศอก
พระสุมนะ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๙๐ ศอก
พระเรวตะ อายุขัยหกหมื่น สูง ๘๐ ศอก
พระโสภิตะ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๕๘ ศอก
พระอโนมทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระปทุมะ อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระนารทะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๘ ศอก
พระปทุมุตระ อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระสุเมธะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๘ ศอก
พระสุชาตะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๕๐ ศอก
พระปิยทัสสี อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๐ ศอก
พระอัตถะทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระธรรมทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระสิทธัตถะ อายุขัยแสนปี สูง ๖๐ ศอก
พระติสสะ อายุขัยแสนปี สูง ๖๐ ศอก
พระปุสสะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๕๘ ศอก
พระวิปัสสี อายุขัยแปดหมื่นปี สูง ๘๐ ศอก
พระสิขี อายุขัยเจ็ดหมื่นปี สูง ๗๐ ศอก
พระเวสภู อายุขัยหกหมื่นปี สูง ๖๐ ศอก
พระกกุสันธะ อายุขัยสี่หมื่นปี สูง ๔๐ ศอก
พระโกนาคมนะ อายุขัยสามหมื่นปี สูง ๓๐ ศอก
พระกัสสปะ สองหมื่นปี สูง ๒๐ ศอก
และพระพุทธโคดมยุคปัจจุบัน อายุแปดสิบปี สูง ๔ ศอก
(อายุมนุษย์ยุคนี้มันน้อย น้อยก็ยังพากันขี้เกลียดทำสมาธิ และพิจารณาขันธ์๕ลงสู่ อนิจจัง สมาธินั่นแหละคือศีล)
คนทั้งหลายที่ไม่ใช่พระโสดาบันจะรอดจากอบายภูมิได้ด้วยวิธีไหน ถ้าไม่ใช่สมถะและวิปัสนา
https://sites.google.com/site/beammiethitiporn/x-nawa-di/khnad-rangkay-khxng-mnusy-chmphu-thwip?mobile=true
พระทีปังกร อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระโกณฑัญญะ อายุขัยแสนปี สูง ๘๘ ศอก
พระมังคละ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๘๘ ศอก
พระสุมนะ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๙๐ ศอก
พระเรวตะ อายุขัยหกหมื่น สูง ๘๐ ศอก
พระโสภิตะ อายุขัยเก้าหมื่น สูง ๕๘ ศอก
พระอโนมทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระปทุมะ อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระนารทะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๘ ศอก
พระปทุมุตระ อายุขัยแสนปี สูง ๕๘ ศอก
พระสุเมธะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๘ ศอก
พระสุชาตะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๕๐ ศอก
พระปิยทัสสี อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๘๐ ศอก
พระอัตถะทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระธรรมทัสสี อายุขัยแสนปี สูง ๘๐ ศอก
พระสิทธัตถะ อายุขัยแสนปี สูง ๖๐ ศอก
พระติสสะ อายุขัยแสนปี สูง ๖๐ ศอก
พระปุสสะ อายุขัยเก้าหมื่นปี สูง ๕๘ ศอก
พระวิปัสสี อายุขัยแปดหมื่นปี สูง ๘๐ ศอก
พระสิขี อายุขัยเจ็ดหมื่นปี สูง ๗๐ ศอก
พระเวสภู อายุขัยหกหมื่นปี สูง ๖๐ ศอก
พระกกุสันธะ อายุขัยสี่หมื่นปี สูง ๔๐ ศอก
พระโกนาคมนะ อายุขัยสามหมื่นปี สูง ๓๐ ศอก
พระกัสสปะ สองหมื่นปี สูง ๒๐ ศอก
และพระพุทธโคดมยุคปัจจุบัน อายุแปดสิบปี สูง ๔ ศอก
(อายุมนุษย์ยุคนี้มันน้อย น้อยก็ยังพากันขี้เกลียดทำสมาธิ และพิจารณาขันธ์๕ลงสู่ อนิจจัง สมาธินั่นแหละคือศีล)
คนทั้งหลายที่ไม่ใช่พระโสดาบันจะรอดจากอบายภูมิได้ด้วยวิธีไหน ถ้าไม่ใช่สมถะและวิปัสนา
https://sites.google.com/site/beammiethitiporn/x-nawa-di/khnad-rangkay-khxng-mnusy-chmphu-thwip?mobile=true
สร้างโดย พระมงคลชัย กิตติโสภโณ อย่าหลงวิบากเด้อ เมื่อ วันอังคารที่ 20 กันยายน 2022 เวลา 06:34 น. UTC+07:00
มีข้อมูลระหว่าง 1 กรกฎาคม 2014 เวลา 00:00 น. - 27 กุมภาพันธ์ 2018 เวลา 23:59 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น