วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระมงคลชัย กิตติโสภโณ อย่าหลงวิบากเด้อพระอาจารย์คึกฤทธิ์ จะตัดอภิธรรมออก นี้ข้าพระเจ้าไม่เห็นด้วยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ จะตัดอรรถกถาออกนี้ข้าพระเจ้าก็ไม่เห็นด้วยเพราะอรรถกถายังจำเป็นอยู่ในส่วนที่จำเป็นต้องมีการขยายความถึงบางสูตรอรรถกถาจะพูดวกแตกไปเรื่องอื่นก็ตาม

พระมงคลชัย กิตติโสภโณ อย่าหลงวิบากเด้อ
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ จะตัดอภิธรรมออก นี้ข้าพระเจ้าไม่เห็นด้วย
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ จะตัดอรรถกถาออก
นี้ข้าพระเจ้าก็ไม่เห็นด้วย
เพราะอรรถกถายังจำเป็นอยู่ในส่วนที่จำเป็นต้องมีการขยายความ
ถึงบางสูตรอรรถกถาจะพูดวกแตกไปเรื่องอื่นก็ตาม
วัดพระธรรมจักร จ.นครนายก, Wat
Pradhammajak


“เวทนา” เคยเข้าใจว่า คือ เจ็บ ปวด มึน ชา คัน เมื่อย ใช่ไหม
ในที่นี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เวทนาในขันธ์ ๕ นั้น คือ
การเสวยอารมณ์ ตรัสไว้ในธรรมสังคณี ที่อาจารย์จะยกม
านี้แหละว่า ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เวทนา โหติ
เป็นต้น แปลเป็นใจความได้ว่า ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย
ก็อาการเห็น อาการได้ยิน อาการได้กลิ่น อาการรู้รส
อาการถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่ง อาการเจ็บ ปวด มึน ชา
คัน เมื่อย เป็นต้น ยํ ยํ วา ปนารพฺภอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่งที่จิ
ตปรารภ คือจิตไปจับอารมณ์นั้นเข้า ตสฺมึ สมเย
ในเวลานั้น ผสฺโส โหติ มีการสัมผัส เวทนา โหติ
การเสวยอารมณ์ก็มี สัมผัส
ปุ๊ปก็รู้แล้วใช่ไหม ฉะนั้นอาการพอง พอจิตไปจับอาการพอง
ทันทีที่สัมผัสอาการพอง ก็เสวยอาการพองทันทีแล้วใช่ไหม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น