ดูกร
--- ธรรมะจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า ---
.
" โสดาบัน... เป็นได้ ไม่ยาก "
.
โสดาบัน คืออริยบุคคลชั้นต้น เป็นผู้ไม่ลงสู่ภพต่ำอีก เป็นผู้พ้นจาก
นรก เดรัจฉาน เปรตวิสัย
ทำไมถึงต้องเป็นโสดาบัน... พระพุทธเจ้าตรัสว่าการได้เกิดใน
ภพของมนุษย์หรือเทวดานั้นยากมาก สัตว์(สัตตานัง)ส่วนใหญ่
จะไปสู่ภพที่ต่ำกว่า มีเพียงการได้โสดาบัน และอริยบุคคลที่
สูงกว่าเท่านั้น จึงจะพ้นจาก นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรตวิสัย
ได้อย่างแน่นอน และโสดาบันยังเป็นผู้มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า เป็น
ผู้ที่กำลังมุ่งสู่นิพพานในอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ผู้ที่ยังไม่เป็นโสดาบันก็
จะต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏต่อไปไม่รู้จบ
.
นัยยะส่วนหนึ่งของการเป็นโสดาบัน
* โสดาบันเป็นผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
* หรือ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการและรู้แจ้งในญายธรรม
คือ
- เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า (เชื่อ
ในการตรัสรู้ของพระองค์)
- เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม (อริยสัจ ๔)
- เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ (ตามพระธรรมวินัย
)
- เป็นผู้มีศีลของอริยบุคคล (ศีล ๕)
- เป็นผู้รู้แจ้งในญายธรรม (อิทัปปัจยตาและปฏิจจสมุปบาท)
.
พระไตรปิฎก (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ หน้า ๓๔๙
[๑๔๓๒] ดูกรสารีบุตร ที่เรียกว่า โสดาบันๆ ดังนี้ โสดาบันเป็นไฉน
?
สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ใดประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้
ผู้นี้เรียกว่า พระโสดาบัน ท่านผู้นี้นั้น มีนามอย่างนี้
มีโคตรอย่างนี้
[๑๔๓๓] พ. ถูกละๆ สารีบุตร ผู้ซึ่งประกอบด้วยอริยมรรค ๘ นี้
เรียกว่า โสดาบัน ท่านผู้นี้นั้น มีนามอย่างนี้
.
* อริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์เครื่องบรรลุกระแสนิพพาน ๔
ประการเป็นไฉน
ดูกร คฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ
ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทว
ดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง
ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘
นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ควรของคำนับ
ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิลูบคลำไม่ได้
เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยองค์เครื่องบรรลุกระแสนิพพาน ๔
ประการนี้ ฯ
.
พระไตรปิฎก (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๕๗
[๙๒] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ยังที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอนาถบิณฑิกคฤห
บดีว่า
* ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุที่อริยสาวกเข้าไประงับภัยเวร ๕
ประการเสียได้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยองค์เครื่องบร
รลุกระแสนิพพาน ๔ ประการ และเป็นผู้เห็นแจ้งแทงตลอดญายธร
รมอันเป็นอริยะด้วยปัญญา อริยสาวกนั้น เมื่อหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ
และวินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบันมีความไม่ตกต่
ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในภายหน้าดังนี้
ภัยเวร ๕ ประการที่อริยสาวกเข้าไประงับแล้วเป็นไฉนคือ
บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวร ทั้งที่เป็นไปในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นไป
ในสัมปรายภพ ต้องเสวยทุกขโทมนัสแม้ที่เป็นไปทางใจ
เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย บุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมไม่ประสบภัยเวรทั้งที่เป็นไปใน ปัจจุบันทั้งที่เป็นไปในสัมปราย
ภพ ไม่ต้องเสวยทุกขโทมนัสแม้ที่เป็นไปทางใจ บุคคลผู้งดเว้นจ
ากปาณาติบาตแล้ว เป็นอันระงับภัยเวรด้วยประการฉะนี้
บุคคลผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ...
บุคคลผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ...
บุคคลผู้กล่าวคำเท็จ ...
บุคคลผู้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความ
ประมาท ย่อมประสบภัยเวรทั้งที่เป็นไปในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นไปใน
สัมปรายภพ ต้องเสวยทุกขโทมนัสแม้ที่เป็นไปในทางใจ บุคคล
ผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่ง
ความประมาท ย่อมไม่ประสบภัยเวรทั้งที่เป็นไปในปัจจุบัน ทั้งที่
เป็นไปในสัมปรายภพ ไม่ต้องเสวยทุกขโทมนัสแม้ที่เป็นไปทางใจ
บุคคลผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอัน
เป็นฐานแห่งความประมาทแล้ว เป็นอันระงับภัยเวรนั้นด้วย
ประการฉะนี้
ภัยเวร ๕ ประการนี้ ย่อมสงบระงับไป ฯ
.
* ก็ญายธรรมที่เป็นอริยะ อันอริยสาวกนั้นเห็นแจ้งแทงตลอด
ด้วยปัญญาเป็นไฉน ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
(อิทัปปัจจยตา)
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
คือ (ปฏิจจสมุปบาท)
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาสความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี
ด้วยอาการอย่างนี้
.
ก็เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี
ด้วยอาการอย่างนี้
ญายธรรมที่เป็นอริยะนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นแจ้งแทงตลอด
ด้วยปัญญา ฯ
.
ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุที่อริยสาวกระงับภัยเวร ๕ ประการนี้ เป็น
ผู้ประกอบด้วยองค์เครื่องบรรลุกระแสนิพพาน ๔ ประการนี้ และเป็น
ผู้เห็นแจ้งแทงตลอดญายธรรมที่เป็นอริยะด้วยปัญญา อริยสาวก
นั้นเมื่อหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้วมีอบาย ทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป
็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
.
พระไตรปิฎก (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ หน้า ๓๔๔
คุณธรรมของพระอริยสาวก
[๑๔๑๑] พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคไ
ด้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติเ
ป็นอิสราธิบดีในทวีปทั้ง ๔ สวรรคตแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
คือ ได้เป็นสหายของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าวเธอแวดล้อมไป
ด้วยหมู่นางอัปสร เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ อัน
เป็นทิพย์ ณ สวนนันทวัน ในดาวดึงส์พิภพนั้น ท้าวเธอประกอบด้
วยธรรม ๔ ประการก็จริง ถึงอย่างนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่พ้นจากนรก
จากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน จากปิตติวิสัย และจากอบาย ทุคติ
วินิบาต
[๑๔๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเยียวยาอัตภาพอยู่ด้วยค
ำข้าวที่แสวงหามาด้วยปลีแข้ง นุ่งห่มแม้ผ้าที่เศร้าหมอง
เธอประกอบด้วยธรรม ๔ ประการก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็พ้น
จากนรก จากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน จากปิตติวิสัย และ
จากอบาย ทุคติ วินิบาต ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่
งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็น
ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาค ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติ
เป็นธรรม ปฏิบัติสมควร คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘
นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ควรของคำนับ
ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไท วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่ลูบคลำ
แล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ
อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้
.
กด Like ช่วยเผยแผ่
กด Share ช่วยแบ่งปัน
ช่วยกันเผยแผ่พุทธวจนะ คำสอนจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า
เปิดธรรมที่ถูกปิด เพื่อความตั้งมั่นแห่งพุทธศาสนา
www.facebook.com/Dhammaannouncer
3 ธ.ค. 2015 · สาธารณะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น