วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพรานเบ็ดซัดเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อลงไปในห้วงน้ำลึกปลาที่เห็นแก่เหยื่อตัวใดตัวหนึ่ง จะพึงกลืนเบ็ดนั้นเข้าไป.ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการนี้แหละ ปลาที่กลืนเบ็ดตัวนั้นถึงแล้วซึ่งความพินาศ ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย เพราะพรานเบ็ดแล้วแต่พรานเบ็ดนั้นใคร่จะทำตามอำเภอใจอย่างใด.ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น,เบ็ดหกตัวเหล่านี้ มีอยู่ในโลก เพื่อความฉิบหายของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เบ็ดหกตัวนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?เบ็ด ๖ ตัวนั้น คือรูป ที่เห็นด้วยตาก็ดี,เสียง ที่ฟังด้วยหูก็ดี,กลิ่น ที่ดมด้วยจมูกก็ดี,รส ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี,โผฏฐัพพะ ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี,และธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี, มีอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจที่ยวนตา ยวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ และเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ.ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นไซร้.ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่าผู้กลืนเบ็ดของมาร ถึงแล้วซึ่งความพินาศ ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย แล้วแต่มารผู้มีบาปใคร่จะทำประการใด แล.- สฬา. สํ. ๑๘/๑๙๗/๒๘๙.

พระอนาคามี เริ่มจะรู้จักตัวเองมากขึ้น คือรู้ว่าเป็นธรรมชาตินามธรรมอันหนึ่ง
จึงเป็นเหตุให้การเกิดในภพใหม่ต่อไป กลายเป็นภพนามกาย(กายทิพย์)ตลอดไปจนถึงบรรลุสัจจะกิริญาณอรหัตผล   ท่านจึงไม่สามารถอุบัติเกิดในกายมหาภูตรูปสี่ได้อีก

พระสกิทาคามี ที่ท่านต้องเกิดเป็นมนุษย์คราวเดียวเพราะ ยังมีเชื้อในกามธาตุแบบหยาบอยู่ อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางนั่นแหละ
เพราะว่าถึงแม้ตัวราคะโทสะโมหะจะเบาบาง
แต่มันก็ยังทำอันตรายต่อ อุปจาระสมาธิได้
ถ้าพระสกิทาคามีสามารถทรงอุปจาระสมาธิได้ตลอดเวลา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นมนุษย์อีก
เพราะสมาธิระดับอุปจาระสมาธิ เป็นสมาธิระดับสูงสุดในกามาวจรภูมิ ผู้ที่จะอยู่ยงคงกระพันในการเป็นเทวดาในชั้นกามาวจร ต้องมีอุปจาระสมาธิเกิดขึ้นตลอดเวลา   พระสกิทาคามีทรงอุปจาระสมาธิบ่อยครั้งกว่าพระโสดาบัน
พระโสดาบันทรงอุปจาระสมาธิไม่บ่อยเท่าพระสกิทาคามี เพราะจิตยังมีส่วนแห่งราคะโทสะโมหะที่มากกว่าพระสกิทาคามี
ส่วนพระอนาคามีนั่น ทรงสมาธิตลอดเวลา
สมาธิขั้นแรกก็คือปลอดจากนิวรณ์ธรรม
เป็นสมบัติของพระอนาคาที่ไม่หนักในด้านสมาธิทุกองค์ ส่วนพระอนาคาที่หนักในด้านสมาธิ ก็ฌาณสี่ ไปจนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ
#
รอครูบาอาจารย์คอนเฟริม


นี่แหละคือ #อภิธรรม#

อุปจาระสมาธิ มีอยู่๗ระดับ
๑ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตมนุษย์ภูมิ
๒ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตจาตุมหาราชิกาภูมิ
๓ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตตาวติงภูมิ
๔ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตยามาภูมิ
๕ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตตุตาภูมิ
๖ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตนิมมานรตีภูมิ
๗ อุปจาระสมาธิ ระดับจิตปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

การเกิดของสัตว์ในกามาวจรภูมิ จึงต่างกัน ตรงที่ อุปจาระสมาธิ ในขณะแห่งปฏิสนธิวิญญาณ
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพรานเบ็ด
ซัดเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อลงไปในห้วงน้ำลึก
ปลาที่เห็นแก่เหยื่อตัวใดตัวหนึ่ง จะพึงกลืนเบ็ดนั้นเข้าไป.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการนี้แหละ ปลาที่กลืนเบ็ดตัวนั้น
ถึงแล้วซึ่งความพินาศ ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย 
เพราะพรานเบ็ดแล้วแต่พรานเบ็ดนั้นใคร่จะทำตามอำเภอใจอย่างใด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น,
เบ็ดหกตัวเหล่านี้ มีอยู่ในโลก เพื่อความฉิบหายของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เบ็ดหกตัวนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เบ็ด ๖ ตัวนั้น คือ
รูป ที่เห็นด้วยตาก็ดี,
เสียง ที่ฟังด้วยหูก็ดี,
กลิ่น ที่ดมด้วยจมูกก็ดี,
รส ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี,
โผฏฐัพพะ ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี,
และธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี, มีอยู่

ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ
ที่ยวนตา ยวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่
แห่งความใคร่ และเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ.

ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ
เมาหมกอยู่ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นไซร้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า
ผู้กลืนเบ็ดของมาร ถึงแล้วซึ่งความพินาศ ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย แล้วแต่มารผู้มีบาปใคร่จะทำประการใด แล.
- สฬา. สํ. ๑๘/๑๙๗/๒๘๙.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น