ผมไปหาหลวงปู่กมล เว้าเรื่องโน๊ตบุกนี่หละครับ
และกะต่อด้วยเว้าเรื่องธรรมะ เพิ้ลสอนผมว่า ประมาณว่าตำราให้เก็บไว้ก่อน ให้เบิ่งอาการอารมณ์ของแท้ลงไป ผุเพิ้ลบ่ศึกษาตำรากะบรรลุได้
และเพิ้ลเผยให้ผมฮู้ว่า ผมนี่มันหลงกับวิปัสนูกิเลส อันที่ว่าสำคัญว่าบรรลุ (ผมยอมรับเลยว่าผมสำคัญว่าบรรลุสกิทา และกะติดกับอาการสำคัญว่าบรรลุสกิทาโดยที่บ่ฮู้เท่าทันเลยว่า กำลังติดแนวดักหนูที่เป็นเป็นกาว เดียวนี้ผมเข้าใจคำว่า สำคัญว่าบรรลุ อันสำคัญว่าบรรลุนั่น มันสิสำคัญว่าบรรลุโสดา แล้วกะติดกับกาวห้างหนูอันนี้คือเปรียบเทียบ กาวห้างหนูคืออุปกิเลสสิบข้อสำคัญว่าบรรลุ แม้แต่สำคัญว่าบรรลุสกิทาฯอนาคาฯอรหันต์ กะเป็นเครื่องกาวห้างหนู เว้าง่ายๆว่า ผุใด๋เกิดอาการสำคัญว่าบรรลุคุณธรรมแล้วแมนสิคุณธรรมอิหยังกะเด้ย ตาทิพย์กะเด้ย หูทิพยกะเด้ย เจโตปริญญาณกะเด้ย ฌานกะเด้ย แล้วติดอยู่กับอาการสำคัญว่าบรรลุนั่น ถ้าบ่สามารถเห็นอาการสำคัญว่าบรรลุนั่น เป็นเพียงสักแต่ว่าอาการ เป็นเพียงสักแต่ว่าจิตกำหนดหมายขึ้นมา สิบ่สามารถผ่านไปได้ หลวงปู่เพิลเทศแฮงคักเพิลหวังดีคักหวังดีต่อเฮาคักประมาณว่าให้แทงปรมัตถสภาวะปัญจขันธ์ให้แจ่มแจ้ง กะคือถ้าเว้าหมวดธรรมสติปัฏฐาน ให้เบิ่งจิตให้แจ่มแจ้ง อันนี้ดีใจ อันนี้เสียใจ มันเกิดขึ้น มันดับไป เมื่อเห็นแล้วสิฮู้เองว่ามันอนิจจัง และกะเพิลเผยว่าเฮานั่น "หลงไปกับอารมณ์" อันนี่น่าจะหมายถึงเฮานี่หลงไปกับสมมุติภาษาบัญญัติความหมายต่างๆที่โลกเขาใช้ นี่คือหลงไปกับอารมณ์
เว้าง่ายหลงสังขาร
เดียวนี้ข้อสรุปใจความที่หลวงปู่เพิลชี้
๑ หลงไปกับสมมุติความหมาย
๒ ยังบ่หลุดจากอาการสำคัญว่าบรรลุสกิทา และอภิญญา (ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้ารับรองว่าสกิทาจริงถ้าหากว่าพระพุทธเจ้ารับรองว่ามีอภิญญาจริงกะเด้ย แล้วกะยังติดอยู่กับอาการที่สำคัญว่าเจ้าของบรรลุสกิทา แล้วกะยังติดอยู่กับอาการที่สำคัญว่ามีอภิญญานั่น บ่เห็นว่ามันเป็นเพียงแค่อาการสำคัญ อาการสำคัญมันก็ถูกกำหนดหมายขึ้นมา กำหนดหมายขึ้นมาแล้วมันเที่ยงไหม มันก็ไม่เที่ยง
๓ (แถมตัณหาอยากอ่านตำรา ตำรามันวิเศษวิโสจั่งใด๋มันเฮ็ดให้คนเป็นพระอริยะใด้ยุติ อันที่สิเฮ็ดให้คนเป็นพระอริยะใด้กระคือเบิ่งอาการปรมัตถปัญจขันธ์ให้แจ่มแจ้ง)
เดียวนี่ข่อยใด้ทางเส้นใหม่จากหลวงปู่แล้ว
กะคือ บ่ให้สำคัญว่าตนบรรลุอิหยังทั้งสิ้น แมนมันสิบรรลุกะเด้ย
อย่างเช่นสมมุติว่า มันบรรลุสกิทาอิหลี
แต่บ่สำคัญว่าบรรลุสกิทา
อย่างเช่นสมมุติว่า มันบรรลุอภิญญาข้อนั่นข้อนี่อิหลี
แต่บ่สำคัญว่าบรรลุอภิญญาข้อนั่นข้อนี้
แล้วกะบ่ให้ติดในภาษาสมมุติ
"หลวงปู่เพิลว่าผมบ่ฮู้จักขันธ์ห้า."
แปลว่าหยังเอ้า แปลว่าเพิลผ่านการถือมั่นในภาษาสมมุติไปแล้ว
และกะให้เบิ่งอาการหลงคิดความหมายขึ้นมาเอ้าเอง หลงความหมายที่สร้างขึ้นมาเอ้าเอง
เว้าง่ายๆฮู้ว่าเจ้าของให้ความหมายสิ่งต่างๆไปเอง แล้วกะหลงอยู่กับความหมายที่ปรุงแต่งขึ้นมา คึตอนยุหนองป่าพงที่มันปล่อยการถือความหมายที่ปรุงแต่งขึ้นมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น