วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

การเพ่งโทษผู้อื่น มันก่อให้เกิดความไม่ชอบใจ ความทุกข์ใจเกิดขึ้น เราต้องพยายามฝึกนิสัยใหม่ พยายามฝึกสติดูใจของเรา ถ้าเราไปเพ่งโทษบุคคลอื่น ก็พยายามตัดอารมณ์นั้นออกไป คนอื่นทำไม่ดีก็เรื่องของเขา ถ้าเขาทำไม่ดี ก็ได้รับผลที่ไม่ดี ถ้าเขาทำดี ก็ได้รับผลที่ดี เพราะฉะนั้นดีไม่ดีก็เรื่องของเขา

การเพ่งโทษผู้อื่น มันก่อให้เกิดความไม่ชอบใจ ความทุกข์ใจเกิดขึ้น เราต้องพยายามฝึกนิสัยใหม่ พยายามฝึกสติดูใจของเรา ถ้าเราไปเพ่งโทษบุคคลอื่น ก็พยายามตัดอารมณ์นั้นออกไป คนอื่นทำไม่ดีก็เรื่องของเขา ถ้าเขาทำไม่ดี ก็ได้รับผลที่ไม่ดี ถ้าเขาทำดี ก็ได้รับผลที่ดี เพราะฉะนั้นดีไม่ดีก็เรื่องของเขา

...พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต...
______
พระ: เคยได้อ่านมา   เขาว่า ท่านสำเร็จธรรมขั้นสูงแล้ว(อรหันต์)

"ถ้าชีวิตนี้ ไม่ใส่ดีเข้าไปมันก็ไม่มีดี เพราะเราไม่ใส่ดีให้ชีวิตไงถ้าเราใส่ดี ให้กับชีวิตชีวิตเรามันก็มีดีขึ้นมาได้"

" ข่าวดี จ.อุบล ฯ " ขอบอกข่าวด่วนที่ทราบ เลยวันพรุ่งนี้ไป เป็นวันที่ 16 เดือนมิถุนายน   ซึ่งจะมีการประชุมคณะสงฆ์ ที่วัดหนองปาพง และมีครูบาอาจารย์จากวัดสาขาต่างๆทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่เป็นสายของหนองป่าพง ฯ มาร่วมประชุมในครั้งนี้ ที่วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ

ดังนั้น ท่านผู้ใดรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความศรัทธาในบุญกุศลอันเป็นสิ่งที่สว่างดีงามเป็นมงคลแก่ชีวิต อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในอันที่จะร่วมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์  จะเป็นข้าวเหนียวเปล่าๆ สัก 1 ถุงร้อนๆก็ดี หรือซื้อข้าวเหนียวร้อนๆ สัก 2 ถุงก็ดี หรือน้ำเปล่า สัก 1 ขวดก็ดี  เพื่อถวายพระสงฆ์เป็นสังฆทาน ก็นำไปร่วมที่โรงครัวที่ข้างศาลา วัดหนองป่าพง ในช่วงประมาณ แถวช่วงแปดโมงเช้าครับ

ท่านใดสนใจ ก็ไปร่วมทำบุญกันครับ

"ถ้าชีวิตนี้ ไม่ใส่ดีเข้าไป
มันก็ไม่มีดี เพราะเราไม่ใส่ดีให้ชีวิตไง
ถ้าเราใส่ดี ให้กับชีวิต
ชีวิตเรามันก็มีดีขึ้นมาได้"

เจดีย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ

คำว่า "นิพพาน" มาจากภาษาบาลี

คำว่า "นิพพาน" มาจากภาษาบาลี Nibbāna निब्बान ประกอบด้วยศัพท์ นิ ( ออกไป, หมดไป, ไม่มี ) + วานะ ( พัดไป, ร้อยรัด ) รวมเข้าด้วยกันแปลว่า ไม่มีการพัดไป ไม่มีสิ่งร้อยรัด คำว่า "วานะ" เป็นชื่อเรียก กิเลสตัณหา กล่าวโดยสรุป นิพพานคือการไม่มีกิเลสตัณหาที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจ อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

#https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99



อดีตชาติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต



อดีตชาติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
   ท่านพระอาจารย์มั่น พูดว่า สมัยพระโสณะ กับพระอุตตระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นสุวรรณภูมิ คือ นครปฐมเดี๋ยวนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น นี้ได้เป็นสามเณรน้อยมาด้วย ท่านพระอาจารย์ว่า สมัยนั้นท่าน ข้องคาอยู่ในการปรารถนาพุทธภูมิ ท่านจึงไม่ได้สำเร็จมรรคผลอะไร ท่านกล่าวว่า สมัยนั้นน้ำทะเลขึ้นไปจรดกับจังหวัดสระบุรี หรือเขาวงพระจันทร์ ส่วนพระโสณะ และพระอุตตระ นั้นชอบใช้ไม้เท้าทางกก (ทางต้น) เป็น ๘ เหลื่อม ทางปลายนั้นเป็น ๑๖ เหลื่อม ท่านว่า เมืองไทยเรานี้มีคนมีบุญวาสนามากมาเกิดบ่อย ๆ และเป็นที่ชุมนุมของเทวดามเหศักดิ์ผู้มีฤทธิ์มาก ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น พระบรมสารีริกธาตุก็เสด็จมาอยู่ในเมืองไทย ประเทศอินเดียไม่ค่อยมี เพราะเมืองไทยเรามีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองกว่าประเทศอื่น ฉะนั้นเมืองไทยเรา จึงเป็นเมืองแสนสงบสุข อุดมสมบูรณ์เป็นเอกราชมานาน เพราะเป็นดินแดนที่เกิดของนักปราชญ์ทั้งหลาย..
  อ้างอิงคัดลอกมาจาก บันทึกส่วนตัวของ พระครูสังวรศีลวัตร (หลวงปู่อุ่น ชาคโร) เปิดเผยความลึกลับ ของท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

______
พระ:  เมืองไทยเรานี้ มีเทวดานางฟ้า มาเกิดกันมาก บางท่านอาจเคยเกิดในสมัยพระพุทธเจ้ายังอยู่ ได้เห็นท่านด้วย
แต่ไม่ได้บรรลุธรรม
จึงต้องเวียนมาอยู่ในเขตพุทธศาสนาอีก และคนที่จิตใจฝักใฝ่ในธรรมะ
อาจจะเป็นของเก่าติดมาด้วย
ชาติที่เกิดทันพระพุทธเจ้า
ไม่แน่นะได้ฟังธรรมท่าน อยู่เชตวันเป็นประจำก็เป็นได้
สามารถ กดออกจากกลุ่มก็ได้ ^^

มาปลง อสุภะ เห็นเป็นสิ่งไม่สวย หน้าไม่งามกันเถอะ

มาปลง อสุภะ เห็นเป็นสิ่งไม่สวย หน้าไม่งามกันเถอะครับ
เผื่อจะบรรลุธรรมง่าย เหมือนพระยสะ
ในชาติก่อน ในสมัยนั้นท่านพระยสกับเพื่อนอีก ๕๕ คน ต่างคนต่างเป็นสัปเหร่อสาธารณะ (เหมือนกับอย่างที่ปอเต๊กตึ้งเขาทำเวลานี้ คือใครตายที่ไหน ถ้ามีความยากจนเข็ญใจไม่สามารถจะปลงศพได้ เผาศพได้ เขาก็ช่วย ช่วยโดยไม่คิดการเงิน ไม่คิดการทองด้วยประการทั้งปวง) ทำอย่างนี้ตลอดมา
ภายหลังในวันหนึ่ง ปรากฏว่ามีศพสตรีท่านหนึ่งกำลังตั้งครรภ์ และก็ตายลอยน้ำมา มาพะอยู่บริเวณใกล้สถานถิ่นที่นั้น กำลังขึ้นอืด ปรากฏว่ามีชาวบ้านไปเห็นเข้า จึงไปแจ้งให้พระยสกับบรรดาสหาย ๕๕ คนทราบว่า
“วันนี้มีศพสตรีกำลังตั้งครรภ์ด้วย แล้วก็ขึ้นอืดเหม็นเน่า ขอบรรดาท่านทั้งหลายพากันไปทำฌาปนกิจศพ”
คำว่า ฌาปนกิจศพ นี่แปลว่า การเผา คือเผาศพ
ท่านพระยสพร้อมไปด้วยคณะบางคน (ไม่ได้ไปพร้อมทั้ง ๕๕ คน) ก็ไปจัดการฌาปนกิจศพ นำศพขึ้นสู่เชิงตะกอน และก็เอาฟืนใส่ตามประเพณี เพราะฟืนเท่านี้มันต้องไหม้ศพแน่นอน เมื่อไฟติดดีแล้ว เผาแล้วมีความมั่นใจว่ายังไงๆ ศพก็ไหม้หมด จึงได้กลับมาสู่บ้านของตน
และในเวลานั้นนั่นเอง กำลังรับประทานอาหารอยู่ ก็ปรากฏว่าไฟที่เผาศพไหม้โทรมลงไปหมด ฟืนหมดเหลือแต่ถ่าน แต่ว่าศพสตรีบุคคลนั้นปรากฏว่าไม่ไหม้สมความปรารถนา ชาวบัานเมื่อได้ทราบเข้าแล้ว จึงเห็นว่าศพนี้ไม่ได้ไหม้ไฟไปตามความประสงค์ จึงได้มาแจ้งแก่พระยสว่า “ศพนี้ไม่ไหม้เสียแล้ว”
พระยสจึงได้กลับไปจัดการกับศพนี้ เห็นว่าศพนี้ขึ้นอืดมาก จึงเป็นเหตุให้การเผาคราวนั้นไม่สำเร็จผล จึงได้นำฟืนมาใหม่ใส่เข้าไปแล้วก็เสี้ยมไม้ให้มีปลายแหลมแทงร่างกายของสตรีนั้น คราวนี้น้ำมันก็ไหลลงมา มันก็ไม่ไหลแต่น้ำ มีน้ำเลือด น้ำหนองก็ไหลลงมาด้วย ดูผิวกายที่กำลังถูกไฟไหม้ หนังไหม้ เข้าไปทีละน้อยๆ เมื่อหนังไหม้เข้าไปแล้ว ความผ่องใสมันก็หมดเลย เนื้อบางส่วนก็ไหม้เข้าไป โบ๋เข้าไป ผลที่สุดอวัยวะภายในในก็หลั่งไหลลงมา เมื่อพิจารณาแล้วก็เกิดความสังเวชสลดจิตว่า
“โอหนอ…คนเราที่มีความคิดว่า ร่างกายสวยสดงดงาม เวลานี้สภาพของสตรีคนนี้นอกจากจะมีกลิ่นเหม็นคลุ้งและทุกสิ่งทุกอย่างก็หาความสดสวยงดงามไม่ได้ ภายในร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรกโสมม”
ท่านเห็นเข้าก็เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในร่างกาย ก็มานั่งคิดว่า
ร่างกายของเขากับร่างกายของเรามันก็มีสภาพเหมือนกัน ร่างกายของเราถ้ายังมีจิตคุมก็สามารถจะควบคุมประสาทต่างๆ ให้ทรงตัวอยู่ได้ แต่เมื่อปราศจากจิตควบคุมเสียแล้วเมื่อไร ก็มีสภาพอย่างนี้เหมือนกัน ความเน่าความเหม็น ความโสโครกทั้งหลายเหล่านี้นั้น ไม่ได้มีมาเมื่อเวลาที่ตายแล้ว แต่ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างมันปรากฏอยู่ในขณะที่มีชีวิตอยู่
เมื่อท่านพิจารณาอย่างนี้แล้วก็เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย ว่าร่างกายเป็นของไม่ดี สกปรกโสโครกแบบนี้ไม่ควรจะถือเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง และในที่สุดมันก็ตาย
เมื่อคิดอย่างนี้แล้วจึงได้กลับมาบ้านมาบอกภรรยากับบิดามารดาทั้งสอง ท่านทั้งหลายไปพิจารณาก็เห็นตามนั้น
ต่อมาพระยสก็สั่งไปหาเพื่อน ๕๕ คนด้วยกัน บอกว่าขอให้บรรดาเพื่อนทั้งหลายไปดูศพที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ ก็ปรากฏว่าบรรดาเพื่อนทั้งหลายไปเห็นศพเข้าก็จิตหดหู่ทันที ทั้งนี้ก็หมายความว่าใจไม่สบาย เห็นร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก และก็น้อมมาถึงกายของเราว่า
“ร่างกายของเราก็มีสภาพอย่างนี้ สตรีคนนี้ในขณะที่มีลมปราณอยู่ เธอก็มีสภาพเช่นเดียวกับเรา แต่ทว่าเวลานี้ลมปราณสิ้นไป ร่างกายของเธอก็เน่า ร่างกายของเธอก็เหม็น ซึ่งไม่มีประโยชน์ "ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน หาประโยชน์ไม่ได้
(คลิบจาก you like คลิบเด็ด)
(เนื้อหาจาก เว็บบ้านโลกทิพย์)

สุขจัง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ได้มาตรฐาน Gmp & มี อย



สุขจัง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ได้มาตรฐาน Gmp & มี อย

หน้าสวย ผิวพรรณดี เพราะบุญเก่า เคยรักษาศีลมาแต่ชาติก่อน

Need viphalath
:
Muk ka jip
พระ: หน้าสวย ผิวพรรณดี เพราะบุญเก่า เคยรักษาศีลมาแต่ชาติก่อน

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ ช่วงแรกภาวนา อินทรีย์ตกเพราะอ่านข่าวtacพระประพฤติไม่ดี

กุฏิแยก  ภาวนาไป ดูข่าวสารในเว็บส่วนtacพระ  
ทางโลกนิดหน่อย

ท่านดูข่าวในtacพระในเว็บไทยรัฐ เป็นระยะๆ
แล้วจิตอินทรีย์ตกเพราะอ่านข่าวพระแนวประพฤติเรื่องโลกไม่เหมาะสม  ท่านเลยพิจารณาว่าอินทรัย์มันลง ท่านเลยไม่ดูข่าวพระในเว็บไทยรัฐผ่านgoogle bar และเข้าเว็บไทยรัฐ และกด tacข่าวพระอีกเลย  

ผ่านไปหลายเดือนและถึงปี ท่านกลับมาดูข่าวทางโลกอีก เดลีนิว  ข่าวสด 

สัญญากับสังขารเป็นกิเลสมั๊ยคราบช่วยตอบที

สัญญากับสังขารเป็นกิเลสมั๊ยคราบช่วยตอบที

สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นั้นเป็นเพียงแต่ขันธ์เฉยๆ ไม่ใช่กิเลส
แต่เป็นเพียงธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งขึ้นๆลงๆ 
ปรุงแต่งขึ้นๆคือ สัญญาเป็นกุศล
ปรุงแต่งลงๆคือ สัญญาขันธ์เป็นอกุศล
เพราะเหตุคือสังขารใหญ่ ที่ปรุงแต่งขันธ์๕ให้มีความเป็นไปต่างๆนาๆ ถ้าปรุงแต่งในลักษณะไม่ดี ก็ไปบัญญัติอาการนี้ว่า กิเลสตัวนี้ๆ
อย่าว่าแต่สัญญา"สังขารเลย แม้ เวทนา และ วิญญาณ ก็เป็นอกุศลไปด้วย  ถ้าเมื่อจิตถูกกิเลสครอบงำ

ยังไม่รู้มรรคตรงจริต ปฏิบัติมรรคเป็นผลดีต่อจิตและจิตรวมไปก่อน

ให้โยมแม่ปฏิบัติเหมือนเดิมน่ะ
ให้จิตมันชินก่อนให้มันเป็นนิสัย คือฝึกจิตให้มันรวมแบบนี้ไปเรื่อยๆก่อน แล้วให้มี"สติ"ตื่นรู้เบิกบานด้วย

ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆจิตมันจะรวมได้ใวขึ้น

แล้วถ้าโยมแม่จะแผ่เมตตาอุทิศให้ผู้ผูกเวรผู้จองเวร(เจ้ากรรมนาย) ที่คอยขัดในด้านการทำอาชีพ
ก็ทำได้ในขนะนั้น เป็นเรื่องที่ดี

ภพภูมิเกิดตามอัตภาพ

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

แต่ผู้ใหญ่ที่จิตใจยังเหมือนเด็กอยู่คือไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรแม้จะสิงอยู่ในร่างกายที่ดูเป็นผู้ใหญ่นี้ก็ต้องเรียกว่า ดอเด็กสินะ

 วันเด็ก... 

เป็นเด็กทั้งทางจิตใจ

เป็นเด็กทั้งทางร่างกาย

เด็ก..ทำอะไรลงไปที่ไม่ถูกต้องไม่ควร

สังคมยังพออนุโลมให้

...................

แต่ผู้ใหญ่ที่จิตใจยังเหมือนเด็กอยู่

คือไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

แม้จะสิงอยู่ในร่างกายที่ดูเป็นผู้ใหญ่นี้

ก็ต้องเรียกว่า ดอเด็กสินะ

#คติธรรม

เด็กวันนี้ คือเด็กโตในวันหน้า

เด็กโตในวันนี้ คือเด็กวัยรุ่นในวันหน้า

เด็กวัยรุ่นในวันนี้

คือผู้ใหญ่ในวันหน้า

ผู้ใหญ่ในวันนี้

คือคนแก่ชราในวันหน้า

คนแก่ในวันนี้

คือคนตายในวันหน้า

คนตายในวันนี้

คือคนไปสู่ปรโลก

ถ้าไปสู่ปรโลกแบบไม่ดี ก็คือ

"ไปแบบไม่เคยเจริญปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของกาย-ใจ

ไปแบบไม่เคยทำสมาธิ

ไปแบบไม่เคยถือศีล

ไปแบบไม่เคยทำทาน

ไปแบบนี้ คล้ายๆไปอบายภูมิ๔

ถ้าไปสู่ปรโลกแบบดี ก็คือ

"ไปแบบเคยเจริญปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของกาย-ใจ

ไปแบบเคยทำสมาธิ

ไปแบบเคยถือศีล

ไปแบบเคยทำทาน

ไปแบบนี้ คล้ายๆไปสุขคติเทวา

#เกิดมาเป็นเด็ก แล้วแก่ชราตายในวันหน้า ตายแล้วเกิดยุจังซี้เบาะน่าเบื่อบ้อ



ปัญญา ในการตัดกิเลส เป็น สังขารขันธ์ หรือ ไม่ครับ

คำรน ประทีบช่วง 
ปัญญา ในการตัดกิเลส เป็น สังขารขันธ์ หรือ ไม่ครับ

พระ: ปัญญาในการตัดกิเลสเป็นผลมาจากการเจริญมรรคเต็มบริบูรณ์ในขั้นใดขั้นหนึ่ง
เช่นเจริญมรรคเต็มบริบูรณ์ในขั้นโสดา ฯ สกิทา ฯ อนาคา 
แต่ผลอันเกิดจากการตัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงนั้น ต้องเป็นผลอันเกิดจากการเจริญอรหัตมรรคสมบูรณ์แล้วปรากฏวิมุติญาณทัสนะ

มรรคมีองค์แปด เป็นธรรมฝ่ายปรุงแต่ง

ถ้าทราบวิธีเดินแล้ว แล้วสอนคนที่เรารักบ้างก็น่าจะดีนะ

#กราฟฟิก การเดินจงกลม อย่างเข้าใจง่ายเหลือเกิน
(  www.facebook.com/Dungtrin  )

ถ้าทราบวิธีเดินแล้ว แล้วสอนคนที่เรารักบ้างก็น่าจะดีนะ



เป็นธรรมะคำสอน ที่อาตมาขออนุโมทนากับโยมผู้ทำรูปภาพนี้ และเผยแผ่ภาพนี้ต้องเอาขึ้นหน้าปกแล้วอย่างนี้

นารี เทพขาว

เป็นธรรมะคำสอน ที่อาตมาขออนุโมทนากับโยมผู้ทำรูปภาพนี้ และเผยแผ่ภาพนี้
ต้องเอาขึ้นหน้าปกแล้วอย่างนี้

ถ้าทุกคนมนสิการถึงว่าร่างกายต้องมีอันเปลี่ยนแปลง ต้องแก่ ต้องตาย ความเศร้าโศกโสกาย่อมถูกบรรเทาหรือไม่เกิดขึ้น เมื่อกายแก่ชรา และตาย

ความแก่..ซ่อน..อยู่ในความหนุ่มสาว
ความตาย..ซ่อน..อยู่ในความเกิด
#สัจจะธรรมความจริงของร่างกายเป็นเช่นนี้
ควรหาทำโอกาสในการให้ตนได้ปฏิบัติธรรมบ้าง
ในวันที่ ๑๒ - ๑๗ มกราคม นี้ ที่วัดหนองป่าพง มีงานปฏิบัติธรรม อาจาริยะบูชา ซึ่งครบรอบ ๑๐๐ ปี ที่หลวงปู่ชา ท่านจากไป ท่านผู้ใดประสงค์จะเดินทางมา ควรเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเต้น เสื้อผ้า สบู่ยาสีฟัน ผ้านุ่งผ้าขาว และไฟฉาย (ไม่ควรใส่สร้อยเพชรสร้อยทองมาด้วย) อาหารฟรี เพราะมีโรงทานเพียบ
_________________
โยม: สาธุจะมึสักกี่คนที่คิดได้

พระ: ถ้าทุกคนมนสิการถึงว่าร่างกายต้องมีอันเปลี่ยนแปลง ต้องแก่ ต้องตาย ความเศร้าโศกโสกาย่อมถูกบรรเทาหรือไม่เกิดขึ้น เมื่อกายแก่ชรา และตาย

ความแก่..ซ่อน..อยู่ในความหนุ่มสาวความตาย..ซ่อน..อยู่ในความเกิด#สัจจะธรรมความจริงของร่างกายเป็นเช่นนี้ ความจริงของรูปขันธ์

พระ: ความแก่..ซ่อน..อยู่ในความหนุ่มสาว
ความตาย..ซ่อน..อยู่ในความเกิด
#สัจจะธรรมความจริงของร่างกายเป็นเช่นนี้
ควรหาทำโอกาสในการให้ตนได้ปฏิบัติธรรมบ้าง
ในวันที่ ๑๒ - ๑๗ มกราคม นี้ ที่วัดหนองป่าพง มีงานปฏิบัติธรรม อาจาริยะบูชา ซึ่งครบรอบ ๑๐๐ ปี ที่หลวงปู่ชา ท่านจากไป ท่านผู้ใดประสงค์จะเดินทางมา ควรเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเต้น เสื้อผ้า สบู่ยาสีฟัน ผ้านุ่งผ้าขาว และไฟฉาย (ไม่ควรใส่สร้อยเพชรสร้อยทองมาด้วย) อาหารฟรี เพราะมีโรงทานเพียบ

พระ:ความจริงของรูปขันธ์

ให้เข้าใจทุกคนว่า มันอนิจจัง 

พระ: ท่านว่าใช่ความจริงไหม 

ไปเรื่อยๆจนครบทุกคน 10 กว่าคน

ความแก่รออยู่ข้างหน้าเด้อ ความตายกะรออยู่ข้างหน้า ก่อนจะแก่หัวหงอก ในชีวิตประจำวันควรมีช่วงเวลาที่จิตเป็นกุศลด้วย

ทุกข์ใจหายไปเวลาใดบ้าง
หนึ่งเวลาหลับ สองเวลาดีใจ
สามเวลาขาดสติเช่นเมาเหล้า
สี่เวลาได้ประสบกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่ถูกใจ
ห้าเวลาหลงลืมปรุงแต่งทุกข์
เจ็ดเวลาปฏิบัติธรรมเป็น

_________
ครูดาวเป็นตะไปได้ไกลยุดอก
_________
ความแก่รออยู่ข้างหน้าเด้อ ความตายกะรออยู่ข้างหน้า ก่อนจะแก่หัวหงอก ในชีวิตประจำวันควรมีช่วงเวลาที่จิตเป็นกุศลด้วย

คนป่วยใกล้ตายเป็นคนไม่ชอบฟังธรรมแต่ชอบฟังเพลงเราจะเปิดเพลงแทนธรรมะให้เขาฟังได้ไหมจิตเขาจะได้เบาตายสบายๆ พระ: ควรเป็นเพลงที่เป็นจังหวะๆ และเนื้อหาว่าด้วยเรื่องอนิจจัง

พลอย มณี: ขอถามอีกและ
คนป่วยใกล้ตายเป็นคนไม่ชอบฟังธรรมแต่ชอบฟังเพลงเราจะเปิดเพลงแทนธรรมะ
ให้เขาฟังได้ไหมจิตเขาจะได้เบาตายสบายๆ

พระ: ควรเป็นเพลงที่เป็นจังหวะๆ และเนื้อหาว่าด้วยเรื่องอนิจจัง

จิตมิได้ออกจากร่าง แล้วเข้าร่าง แต่จิตเปลี่ยนลักษณะใหม่

Thanatorn Keereerak :
จริงไหมครับ
พระ: ขอตอบ ~ [ ขณะที่คิดปรุงไปแล้วว่า
-เห้ย พรุ่งนี้ไปไหนดี 
-เห้ย พรุ่งนี้จะไปว่ายน้ำ
-หรือปรุงแต่งแฟนเราไปไหน เอ้ะ หนีเที่ยวที่ร้านนั้นไหม

ผมว่าใจ ไม่ได้อยู่ที่กายนะคับ ]

ตอบโดยแนวพระสูตรนะ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"เพราะอาศัย มโน และ ธมฺม  จึงเกิด มโนวิญฺญาณฺ  ...
ขอหยุดตรงนี้ก่อน  . คือไอ้เรื่องที่โยมคิตามกรอบข้างบน มันคือ ธมฺม ในภาษาบาลี  คำว่า ธมฺม ในภาษาบาลี ถูกแปลออกมาว่า ธัมมารมณ์  ทีนี้ธัมมารมณ์มันก็คือเรื่องราวทางใจ.
สรุปคือจิตมิได้ออกจากร่าง แล้วเข้าร่าง แต่จิตเปลี่ยนลักษณะใหม่ จากที่เป็นจิตแบบไม่คิด ก็กลายเป็นจิตแบบคิด

ถ้าจิตออกจากร่าง ก็คงอาจจะใช่เฉพาะตอนนอนหลับแล้วฝันไปว่าได้ไปนู่นนี้

#มโน ในที่นี้คือสมอง

ทุกวันนี้ไม่ใช่คนทั่วๆไปนิยมร้องเท้า แบบเป็นตุ่มๆนวดฝ่าเท้าได้หรอ

ขุมือคนบาแมนสินิยมร้องเท้า แบบเป็นตุ่มๆนวดฝ่าเท้าได้เบาะ

ทุกวันนี้ไม่ใช่คนทั่วๆไปนิยมร้องเท้า แบบเป็นตุ่มๆนวดฝ่าเท้าได้หรอ

พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะเจ้า

พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะเจ้า"
"มีความสวยงดงามมาก เหมือนไข่มุข แก้ว เพชร 

#การอันตรธานของพุทธศาสนา

ได้ยินว่า ในเวลาที่ศาสนาทรุดลง พระธาตุทั้งหลายก็จักไปรวมกันอยู่ในมหาเจดีย์ในเกาะตามพปัณณีทวีปนี้ ต่อจากมหาเจดีย์ก็จักไปรวมกันอยู่ที่ราชายตนเจดีย์ในนาคทวีปต่อแต่นั้น ก็จักไปสู่มหาโพธิบัลลังก์. พระธาตุทั้งหลายจากภพแห่งนาคก็ดี จากพรหมโลกก็ดี จักไปสู่มหาโพธิบัลลังก์ทีเดียว. พระธาตุแม้มีประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ก็จักไม่อันตรธานไปเลย. พระธาตุทั้งหมดก็จะรวมกันเป็นกองอยู่ในมหาโพธิบัลลังก์ รวมกันอยู่แน่นเหมือนกองทองคำฉะนั้น เปล่งฉัพพัณณรังสีออกมา. พระธาตุเหล่านั้นจักแผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ. ต่อแต่นั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลก็ประชุมพร้อมกันแล้ว กล่าวกันว่าพระศาสดาย่อมปรินิพพานไปในวันนี้ ศาสนาก็ย่อมทรุดโทรมไปในวันนี้ นี้เป็นการได้เห็นครั้งสุดท้ายของเราทั้งหลายในบัดนี้ ดังนี้แล้ว จักพากันกระทำความกรุณาอันยิ่งใหญ่ กว่าวันที่พระทศพลปรินิพพาน. เว้นพระอนาคามีและพระขีณาสพเสีย ภิกษุที่เหลือก็จักไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน. เตโชธาตุในบรรดาธาตุทั้งหลาย ก็จักลุกพุ่งขึ้นไปจนถึงพรหมโลก เมื่อมีพระธาตุแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ ผักกาดอยู่ ก็จักลุกเป็นเปลวเดียวกัน เมื่อธาตุทั้งหลายถึงความหมดแล้ว เตโชธาตุก็จักดับหายไป. เมื่อพระธาตุทั้งหลายได้แสดงอานุภาพอันใหญ่หลวงอย่างนี้แล้วหายไป ศาสนาก็เป็นอันชื่อว่าอันตรธานไป
     #จากพระไตรปิฎก มหามกุฏราชวิทยาลัยเล่ม 15 หน้า 251
______

ศุภกิจ เยี่ยมไธสง
 : การเก็บสะสมหินสีอัญมณีก็เป็นเรื่องส่วนตัวในเรื่องความชอบของแต่ละคนแต่คนทั้งหลายในประเทศไทยที่ได้หรือมึของเหล่านี้แล้วเที่ยวอ้างว่าเป็นพระธาตุของพระพุทธเจ้าบ้างหรือพระธาตุของพระอรหันต์บ้างนั้นมันคือคนลวงโลก(ผมไม่ได้ว่าคนที่มี)แต่ผมว่าคนที่เที่ยวอ้างว่าหินสีหรืออัญมณีเหล่านี้คือพระธาตุของพระพุทธเจ้าหรือพระธาตุของพระอรหันต์นี่ต่างหากนะครับความศรัทธาความเชื่อที่สักแต่ว่าเชื่อตามเขาว่ามานั้นยังเป็นความเชื่อที่ขาดปัญญาเป็นที่มาของพวกอีแอบทำมาค้าขายโดยเอาศรัทธาในพระพุทธเจ้าและพระอรกันตสาวกมาบังหน้าหากินอยู่โดยการหลอกลวงแม้ห่มผ้ากาสาวะพัตรและคนพวกนี้ก็หน้าด้านเพราะอ้างว่าตำราอ้างตำราอยู่ตลอดเลยเที่ยวอ้างตำราหากินกับสิ่งเหล่านี้มาตลอดนะครับจนไม่รู้สึกอะไรแล้วก็คิดว่าตนเองทำถูกมาตลอดเพราะการอ้างตำราจนไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วนะครับ

พระ: ถ้าท่านคอมเม้นปักปำคนโพสนี้ ว่าชวนให้คนอื่นงมงาย และเอาตำรามาใส่เพื่อยิ่งให้เกิดความงมงายแก่คนหมู่มาก "  เจตนาคนโพสไม่ได้มุ่งไปอย่างนั้น การเข้าใจคนอื่นผิดเป็นสิ่งที่มีความผิดแก่ตนเป็นเบื้องต้นก่อนเลย แล้วทำกายกรรม วจีกรรม แสดงออกไป ยิ่งก่อให้คนอื่นเข้าใจผิดตาม  นี่ยิ่งเป็นการ ทำตัวเหตุให้คนอื่นเข้าใจคนโพสผิด

ศุภกิจ เยี่ยมไธสง:ผมก็ไม่ได้เห็นว่าหลวงพ่อประกาศขายนี่ครับ

พระ: เห็นไหมว่า การเข้าใจคนอื่นผิด  มันผิดที่ตนเองก่อนเลย

ดังอาตมาเข้าใจว่าโยมคอมเม้นปักปำอาตมา ทั้งๆที่โยมอาจจะเม้นไปโดยไม่ได้มุ่งปักปำ

พระ: ดังนั้นความเข้าใจโยมผิดนี้ เป็นความผิดทางใจของอาตมาก่อนเลยในเบื้องแรก

ศุภกิจ เยี่ยมไธสง: ครับหลวงพ่อ   ผมผิดด้วยที่ใช้ภาษาเขียนที่รุนแรงเกืนไปนะครับ   กราบเรียนตรงๆว่าคนสมัยนี้   มันศรัทธาบ้าเลือดนะครับหลวงพ่อแล้วมันจึงเป็นการเปิดช่องให้พวกแสวงหาผลประโยชน์จับกลุ่มมาทำมาหากินแอบแฝงในศาสนาและมีเยอะด้วยนะครับ ยังงัยผมก็ขอกราบขออภัยหลวงพ่อด้วยนะครับ

พระ: ถ้ามีแต่ศรัทธาเป็นใหญ่แต่ปัญญาน้อย ถ้าได้อยู่กับผู้ที่รู้จริงเห็นจริง ย่อมเจริญ  เพราะท่านพูดจริงอันเป็นผลมาจากการที่ท่านเห็นจริง

แต่ถ้าไปอยู่กับคนพาลอัปปัญญา รู้ผิดเห็นผิด  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเชื่อไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ถ้ามีปัญญาใหญ่กว่าศรัทธาแม้ไปอยู่กับท่านที่เห็นผิด ก็ย่อมสามารถเอาตัวรอดจากความเห็นที่ผิดได้  สมกับบาลีที่ว่า  "ปัญญา สมาอาภา" ความสว่างใดก็ไม่เท่าปัญญา"

ศุภกิจ เยี่ยมไธสง: สาธุธรรมครับๆ

ถ้าจิตอยู่ในชั้นอุปจาระสมาธิ ก็จะเริ่มรู้จักความควรความไม่ควร

มหากุศลจิต เพียงแค่ในชั้นของกามาวจรจิต
ก็จะมีหิริโอตัปปะประกอบอยู่
ส่วนอหิริกะและอโนตัปปะก็จะอยู่ในกลุ่มของ
โมหะตุกะ คือ หรือสัพพะกุศลสาธารณะเจตสิก
ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตัปปะ และอุจธัจจะ 

#พระอภิธรรม  #พระปัญญาคุณ 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า 
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

กราบครั้งที่ ๑ พระบริสุทธิคุณ พระวินัยปิฏก (ศีล)
กราบครั้งที่ ๒ พระมหากรุณาธิคุณ พระสุตตันตปิฎก (สมาธิ)
กราบครั้งที่ ๓ พระปัญญาคุณ พระอภิธรรม (ปัญญา) 

🙏🙏🙏 กราบครั้งที่ ๔ พระคุณพ่อแม่
กราบครั้งที่ ๕ พระคุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ 😀🙏🙏😊🙂😊

_________/\_________

พระ: ถ้าจิตอยู่ในชั้นอุปจาระสมาธิ ก็จะเริ่มรู้จักความควรความไม่ควร

อาตมาขอถาม ๒ ข้อข้อ ๑. อะไรเอ่ย..? เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆข้อ ๒. อะไรเอ่ย..? ที่ไม่ล่วงไปเป็นอดีต

อาตมาขอถาม ๒ ข้อ
ข้อ ๑.  อะไรเอ่ย..? เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ
ข้อ ๒.  อะไรเอ่ย..? ที่ไม่ล่วงไปเป็นอดีต

_________________________
คำตอบของอาตมา.คือ  >> จิต และ รูป << นั่นเอง
จิตคือ ส่วน๔
ส่วนที่หนึ่งคือเวทนาขันธ์
ส่วนที่สองคือสัญญาขันธ์
ส่วนที่สามคือสังขารขันธ์
ส่วนที่สี่คือวิญญาณขันธ์

และ รูปขันธ์ 

ทั้ง๕นี้เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ
สร้างขันธ์ปัจจุบันขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ
________________________________

ส่วนท่านอื่นๆจะมีการปรุงแต่งความเห็นอย่างไรกันบ้าง  โปรดคอมเม้นแสดงความคิดเห็น

**********************************
รูปธรรม แก่ เจ็บ ตาย ไป คืนสู่ ธาตุ4ดิน น้ำ ไฟ ลม
นามธรรม  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(สิ่งที่รู้อารมณ์)เกิดดับพร้อมจิต และ เจตสิก 
รูปเกิดขึ้นหนึ่งรูป(เช่นเห็นภาพ 1ภาพ) จิตเกิดดับ 17จิต
จิตเกิดดับทุกขณะจิต ที่จิตไปรู้อารมณ์ 6 ตา หู จมูก  ลิ้น กาย ใจ
*****************

ใช่ครับมันมีแต่ปัจจุบันทั้งนั้น อดีต ก็สัญญาขันธ์
อนาคตก็สังขารขันธ์ 😃
******************
ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่เสมอ อดีตก็ร่วงไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าไปคิด ให้อยู่ปัจจุบัน ใหม่เสมอ รู้สึกตัว อยู่กับกายกับใจ ดีที่สุด



อภัยทาน ถ้าทำสำเร็จก็จัดเป็นศีลในองค์มรรค เพราะใจสงบเย็นถ้าทำไม่สำเร็จ ก็จัดเป็นเบจศีลเพราะไม่ได้ไปลงไม้ลงมือทำการฆ่า ทำการลัก ทำการประพฤติผิดในกาม ทำการโกหก ฯแม้ใจยังมีความกุ่มรุมคับแค้นร้อนใจอยู่ส่วนการให้ทานเฉยๆ ไม่ขอตอบ

อภัย ใจเป็นสุข
"
คุณคิดว่าการ
ให้ทานกับ
อภัยทาน
ข้อใดจัดเป็นศีล ทำไมถึงจัดเป็นศีล

พระ: อภัยทาน ถ้าทำสำเร็จ
ก็จัดเป็นศีลในองค์มรรค เพราะใจสงบเย็น

ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็จัดเป็นเบจศีล
เพราะไม่ได้ไปลงไม้ลงมือทำการฆ่า ทำการลัก ทำการประพฤติผิดในกาม ทำการโกหก ฯ
แม้ใจยังมีความกุ่มรุมคับแค้นร้อนใจอยู่

ส่วนการให้ทานเฉยๆ ไม่ขอตอบ


____

อภัยทาน  คือ (ปล่อยวางไม่ถือโกรธ)

คนละอันกับ  คำว่า อภัยทาน   คือ  ทานความไม่มีภัยให้  อันได้แก่ศีล5  ผู้ถือศีล5คือผู้ ทานความไม่มีภัยให้ 

เพราะเหตุใดพระธรรมสอนให้เราพึงระลึกถึงความตายอยู่เสมอสาธุธรรมเจ้าคะ พระ: เพื่อให้จิตละนันทิ ความเพลิดเพลินที่ซ่านแซ่ไปกับโลก เรื่องของโลก

มะลิ แทนคุณ
"
เพราะเหตุใดพระธรรมสอนให้เราพึงระลึกถึงความตายอยู่เสมอ
สาธุธรรมเจ้าคะ

พระ: เพื่อให้จิตละนันทิ ความเพลิดเพลินที่ซ่านแซ่ไปกับโลก เรื่องของโลก

คิดดีก็เย็น คิดไม่เป็นก็ร้อน

คิดดีก็เย็น คิดไม่เป็นก็ร้อน
ถ้าคิดว่าอะไรไม่แน่นอนก็เหนือร้อนเหนือเย็น   อันนี้หรือเปล่านะ

ท่านนั้นปัญญาเยอะ อย่าหาใช้ปัญญาฆ่าตนเอง คือทำให้เจ้าตนเองเดือดร้อนในภายหลัง

ท่านนั้นปัญญาเยอะ  อย่าหาใช้ปัญญาฆ่าตนเอง คือทำให้เจ้าตนเองเดือดร้อนในภายหลัง   ถ้าไม่อยากพินาศให้ฟังหลวงพี่น่ะ   

อย่าพึ่งเฮ็ดเขาท้อง ต้องบวชสะก่อนจั่งถามหลวงพี่อีกครั้ง "ว่าทำไมถึงขอผมอย่างนั้นในวันนั้น)

ขอความรู้จากทุกท่านครับ ช่วยอธิบายลักษณะของจิตแบบที่ท่านรู้เองเห็นเอง.ขอความกรุณาด้วยครับ

Raja apata
"ขอความรู้จากทุกท่านครับ ช่วยอธิบายลักษณะของจิตแบบที่ท่านรู้เองเห็นเอง.
ขอความกรุณาด้วยครับ

 พระ: ลักษณะจิตโดยอาการปรมัตถ์ ผู้เข้าไปเห็นแล้ว จะบัญญัติออกมาเป็นภาษาคำพูดต่างกัน
เช่น ฝรั่งเห็นแล้ว ก็บัญญัติออกมาว่า ฟินลิ้ง 
เช่น คนไทยเห็นแล้ว ก็บัญญัติเรียกชื่อขานชื่อว่า เวทนา ไม่เที่ยง

อันนี้คือยกมาอธิบาย เฉพาะขันธ์ที่สองในปัญจขันธ์

ทุกๆความคิด คือทุกๆคำที่เราพูดอยู่คนเดียวในใจ มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มันเกิดดับๆๆ ล้วนเหมือนเงาแดด หรือเหมือนฟองคลื่นในทะเลฯ

อนันย ตถตา
*ทุกๆความคิด คือทุกๆคำที่เราพูดอยู่คนเดียวในใจ มันเกิดขึ้นแล้วก็
ดับไป มันเกิดดับๆๆ ล้วนเหมือนเงาแดด หรือเหมือนฟอง
คลื่นในทะเลฯ

พระ: เปลี่ยนลักษณะใหม่เรื่อยๆ ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง #การปรุงแต่ง

ถ้าหนาวอาบน้ำเย็นไม่ได้ ก็ต้มน้ำอาบน่ะ จะได้สบายตัวดีกว่าไม่อาบ

 ถ้าหนาวอาบน้ำเย็นบ่ได้ กะต้มน้ำอาบเด้อ สิส่ำบายคีงกว่าบ่อาบ


 ถ้าหนาวอาบน้ำเย็นไม่ได้ ก็ต้มน้ำอาบน่ะ จะได้สบายตัวดีกว่าไม่อาบ

นี่หละเด็กน้อยมีบุญได้สร้างปัญญาบารมีร่วมกันกับพระ

นี่หละเด็กน้อยมีบุญได้สร้างปัญญาบารมีร่วมกันกับพระ

ความเชื่อ ยังไม่จัดเป็นบุญหรือบาป

"ความซื่อตรง"

เป็น "บุญ" หรือ "บาป" ? 😃


__________

ความเชื่อ ยังไม่จัดเป็นบุญหรือบาป    ความเชื่อในทางปริยัติท่านใช้ศัพท์ว่า  "ศรัทธา"

ส่วนการเชื่อที่เป็นองค์มรรค เรียกว่า สัทธินทรีย์ , สัทธาพละ , สัทธาสัมปะทา เป็นต้น

ส่วนถ้าตรงกันข้ามก็เป็นอกุศล

_____

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

วิปัสนาญาณ แปลว่า (ความรู้ในการให้จิตเข้าใจถูกว่าไม่เที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยงเบื้องต้น)

ฉันไม่อยากจะเขื่อว่า ฉันก็เป็นเหตุให้ ทิสชิต ได้สมถะญาณ (ความรู้ในการทำให้จิตสงบ) คือฌานสาม ในเพศฆราวาส (ความสงบทางจิตระดับสาม)
______________________________
ฉันไม่อยากเชื่อว่า ฉันก็เป็นเหตุให้ ทิสสร้อย ได้วิปัสนาญาณ (ความรู้ในการให้จิตเข้าใจถูกว่าไม่เที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยงเบื้องต้น)
สองคนนี้ถ้าหากถามธรรมะกัน คงจะแจ๋ว
ชิตถามสร้อย เรื่องวิปัสนา
สร้อยถามชิต เรื่องสมาธิ
#แต่อย่าเปิดเผยซีซัวให้คนทั่วไปฮู้คักหลาย ขะเจ้าสิหาว่าบ้า มันสิบาปขะเจ้า  ให้เบิ่งคนดีๆสะก่อนจังเปิดเผย ถ้าเปิดเผยซีซัวเขาจับไปศรีมหาโพธ ตรวจระบบประสาทมันสิไปกันใหญ่
 (หลวงพี่ภูมิใจ....)

ขั้นต่อไป ให้ฮู้จักสติปัฏฐานสี่ และนิวรณ์๕

สาธุครับ


ในสติปัฏฐานสี่นั้น มรรคจะมี๒ คือ ๑.สัญญาที่เป็นไปกับรูป (การกำหนดหมายที่เป็นไปกับรูปธรรม)
๒.สัญญาที่เป็นไปกับนาม (การกำหนดหมายที่เป็นไปกับนามธรรม)

แค่เจริญกายคตาสติสูตรเป็น ก็เป็นเหตุให้ นิวรณ์๕ดับ


ลองแชทคุยกันเบิ่งดู้



ถ้าคุยสนทนาธรรมกันทางแชทแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อซึ่งกันและกันเด้อ  ชิตกะอย่าเพิ่งเชื่อสร้อย  สร้อยกะอย่าเพิ่งเชื่อชิด

อุบายสอน นำโลก มา ธรรม

สร้อย **


โพส  หน้านี้มันหน้าเกี่ยวข้าวกับก่นกีป่มนิ #คิดฮอดบ้านเด้

พระ: บ่แมน อดีตาธรรมมา เบาะน้อ

สร้อย: อดีตาธรรมมา แปลว่าหยั้งน้อคับหลวงพี่ผมยังด้อยนัก

พระ: การนึกหาอดีต

สร้อย: ใช่คับหลวงพี่คิดฮอดความหลังที่เคยเฮดเคยสร้างคับ

การพูดกับพระ

ความจริงแล้วจะพูดอะไร แค่ใจเป็นสัมมาสังกับโป

การพูดการจาก็พูดทั่วไปเหมือนคนธรรมดานี่แหละ แต่ใจอย่าให้มีอาฆาต อย่าให้มีเกลียด อย่าให้มีซัง ฯ ก็ใช้ได้แล้ว

การพูดจากับพระไปจนอริยะ

อาจารย์ไกรบัดแนะนำพ่อใหญ่พลวา " อย่าไปสุงสิงกับพระองค์นั่น "

ความจริงแล้วสิเว้าหยังกะใด้ วาแต่ใจเป็นสัมมาสังกับโป

การเว้าการจากะเว้าทั่วไปคึคนธรรมดานี่แหละ แต่ใจอย่าให้มีอาฆาต อย่าให้มีเกลียด อย่าให้มีซัง ฯ กะใช้ได้แล้ว

*******
อาจารย์ไกรบัดแนะนำพ่อใหญ่พลวา " อย่าไปยุ่งกับพระองค์นั่น "

ความจริงแล้วจะพูดอะไร แค่ใจเป็นสัมมาสังกับโป

การพูดการจาก็พูดทั่วไปเหมือนคนธรรมดานี่แหละ แต่ใจอย่าให้มีอาฆาต อย่าให้มีเกลียด อย่าให้มีซัง ฯ ก็ใช้ได้แล้ว



เพราะอวิชชาเป็นเหตุ จึงมีมิจฉาทิฏฐิ เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุ จึงมีมิจฉาสังกับโป

มิจฉาสังกับโป เป็นเหตุให้ทุกข์ใจ
สัมมาสังกับโป เป็นเหตุให้สุขใจ

เพราะอวิชชาเป็นเหตุ จึงมีมิจฉาทิฏฐิ เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุ จึงมีมิจฉาสังกับโป

ความรู้เยอะจัง ถ้าความรู้เยอะพอสมควรแล้วควรจะศึกษาอาการปรมัตถ์ของขันธ์๕ หรือสติปัฏฐานสี่

ความรู้เยอะแท้ ถ้าความรู้เยอะพอสมควรแล้วควรจะศึกษาอาการปรมัตถ์ของขันธ์๕ หรือสติปัฏฐานสี่


ความรู้เยอะจัง ถ้าความรู้เยอะพอสมควรแล้วควรจะศึกษาอาการปรมัตถ์ของขันธ์๕ หรือสติปัฏฐานสี่

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

อริยะมรรค ละกามต่อธรรมารมณ์

พระอาจารย์มงคลชัยกิตติโสภโณ มองพระสูตร
นึกไปหาสมัยปฐมเทศณาครั้งแรก 

ธรรมจักรกัปปวัตนะสูตร ปฐมเทศณาครั้งแรก 
          พระพุทธเจ้า  แสดงธรรม 
  มีรับฟังธรรม คือ     
ท่านนั่น ท่านนั่น ท่านนั่น  ท่านนั่น ท่านนั่น ท่านนั่น   และท่านต่างๆ แล้วเสร็จเรื่องจิตกันแล้วในสมัยพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ให้ปัญจวคีย์ฟัง และปัญจวคีย์รับฟังธรรม

ท่านเหล่านั้นแล้วเสร็จเรื่องจิตกันหมดแล้ว 


ท่านต่างๆ
เขาพากันเสร็จกันหมดแล้ว 



ภาวะปัจจุบันเรายังไม่แล้วเสร็จเรื่องจิตเลย 



_____________

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ ฟังเสียงธรรมะเรื่องลีลาวดีกับเรวตะ


แล้วมีพระพุทธเจ้าเสร็จมาพร้อมกับพระสาวกหลายองค์      

พระพุทธเจ้านี่ท่านประเสริฐแยกต่างหากกับ บุคคล ที่นอนเหนื่อยคือชายคนนั้น  

พระพุทธเจ้าเสด็จพระราชดำเนินไปตามความของท่านกับพระสาวกหลายองค์ 

ชายคนนั้นเหนื่อย และนอนลงกับพื้น 

____________



กาบหอย เปลือกหอย  ในจิต   น้ำใส คือจิต
ธรรมารมณ์

สิ่งที่อยู่ในน้ำคือสภาวะอารมณ์ต่างๆ 
ธรรมารมณ์

________

มรรคละกามต่อธรรมมารมณ์ 
ของพระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ

มรรคต่อธรรมารมณ์ ธรรมมานามมารมณ์~ 

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ ท่านสร้างออกมาของแก่แบบใหม่ต่อมัน

ท่านพิจารณาจากรูป-โผฏฐัพพะ และธรรมมารมณ์ เรื่องราวต่างๆทางใจ  ท่านเห็นเรื่องราวต่างๆทางใจแล้ว ท่านสร้างมรรคใหม่ต่อเรื่องราวทางใจที่เพิ่งพิจารณารูปแยกออกมา เสียงแยกออกมา กลิ่นแยกออกมา รสแยกออกมา โผฏฐัพพะแยกออกมา 
คือท่านสร้างมรรคต่อธรรมารมณ์คือเรื่องราวทางใจ   ว่าเป็น เม็ดวัตถุเรื่องราวในธรรมารมณ์  
 ท่านมองออกมาเป็นเม็ดวัตถุธรรมารมณ์  

เหมือนพื้นทรายมีเม็ดทรายมากหลายเม็ด คือวัตถุเม็ดทราย แยกละเอียด   พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณทราบแล้ว เพิลสร้างเป็นมุมมองออกมาเป็นเม็ดวัตถุ ทางรูปธรรม เม็ดวัตถุ ไม่ใช่ภาพ แต่เป็นเรื่องราว จึงออกมาเป็นเม็ดวัตถุ 

สีในธรรมารมณ์ก็เป็นเม็ดวัตถุ เป็นต้น 


ท่านพิจารณา
อายตนะภายนอก 
ทวนมาจากรูป  
รูป
เสียง
กลิ่น
รส
โผฏฐัพพะ
แล้วก็ธรรมารมณ์ เป็น เม็ดวัตถุเล็กมากๆ เม็ดเรื่องราว  หนึ่งเรื่องราวมีหลายเม็ดมากๆเม็ดเล็กมากๆเป็นอนูเล็กๆ 

ธรรมมานามมารมณ์ 
ไม่ใช่โผฏฐัพพานามมารมณ์


ภาพในจิต ปรากฏเป็นภาพ Notebook และ smart  phone  แยกออกเป็นเม็ดพาสติก เม็ดกระจก เม็ดสายไฟ ดำ เล็กๆมากๆห่างกันนิดหน่อย  กลางอวกาศ  แบบไม่แสงพระอาทิตย์ส่องไปให้เห็นสีสายทองแดง 

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ มรรคเก่า
มรรคเก่า 
มรรคหายกามวัตถุเฉพาะของแก แกติดNotebook และโทรศัพท์เครื่องที่เคยใช้ 
ท่านจึง นำข้อในปัจจัยใช้ของพระ ยา เสนานสนะ จีวร อาหาร 
ท่านเอาไปแยกเป็นเม็ดๆหมด ครบ เรียง   เอามาแยกทีละข้อ 
ไล่ลำดับไปเรื่อยๆ 
เภสัส
เสนาสนะ กุฏิวัดหนองป่าพง 
เม็ดยากลมๆ 

แยกหมด เป็นเม็ดเล็กๆ กลางอวกาศ


แก่สร้างออกมาของแกแบบใหม่ต่อมัน(เรื่องราวทางใจที่สังขารปรุงแต่งออกมา) 

มรรคต่อธรรมารมณ์ ธรรมมานามมารมณ์~ 


ธรรมมานามมารมณ์ 
_______________________________________
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
________________________________________
เป็นวัตถุ



..............................
..............................
ในพระสูตรขันธ์5
ให้มอง 
รูป  ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
เวทนา ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
สัญญา ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
สังขาร ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 

ส่วนพระอาจารย์มงคลชัย มอง
สังขาร  ว่า ฯ เป็นดั่งเม็ดวัตถุ 
สัญญา  ว่า ฯ เป็นดั่งเม็ดวัตถุ 

สัมมาสังกัปโป ว่าเป็นดั่งเม็ดวัตถุ 

 สังขาร ปรุงให้สำเร็จออกมาเป็น  ธัมมา






,,,,
เหมือนจะเป็นแบบใหม่เมิ๊ดเลย  เป็นโลกทางธรรมมารมณ์แบบใหม่ เมื่อดูมัน 

;;;;;;;;;
มรรคอสุภะสัญญา
มรรคเม็ดวัตถุสัญญา  รู้ทราบเรื่องราว ราวเรื่อง แบบละเอียด ก  กก ขก คก ฆก มาไปจมก่อน

มรรคละกามต่อธรรมมารมณ์

มรรคละกามต่อธรรมมารมณ์ 
ของพระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ

ช่วงเย็นในวัดหนองป่าพงแถวๆศาลาหอฉัน พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ พิจารณาอายตนะภายนอกแต่ละข้อ

มรรคต่อธรรมารมณ์ ธรรมมานามมารมณ์~ 

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ ท่านสร้างออกมาของแก่แบบใหม่ต่อมัน

ท่านพิจารณาจากรูป-โผฏฐัพพะ และธรรมมารมณ์ เรื่องราวต่างๆทางใจ  ท่านเห็นเรื่องราวต่างๆทางใจแล้ว ท่านสร้างมรรคใหม่ต่อเรื่องราวทางใจที่เพิ่งพิจารณารูปแยกออกมา เสียงแยกออกมา กลิ่นแยกออกมา รสแยกออกมา โผฏฐัพพะแยกออกมา 
คือท่านสร้างมรรคต่อธรรมารมณ์คือเรื่องราวทางใจ   ว่าเป็น เม็ดวัตถุเรื่องราวในธรรมารมณ์  
 ท่านมองออกมาเป็นเม็ดวัตถุธรรมารมณ์  

เหมือนพื้นทรายมีเม็ดทรายมากหลายเม็ด คือวัตถุเม็ดทราย แยกละเอียด   พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณทราบแล้ว เพิลสร้างเป็นมุมมองออกมาเป็นเม็ดวัตถุ ทางรูปธรรม เม็ดวัตถุ ไม่ใช่ภาพ แต่เป็นเรื่องราว จึงออกมาเป็นเม็ดวัตถุ 

สีในธรรมารมณ์ก็เป็นเม็ดวัตถุ เป็นต้น 


ท่านพิจารณา
อายตนะภายนอก 
ทวนมาจากรูป  
รูป
เสียง
กลิ่น
รส
โผฏฐัพพะ
แล้วก็ธรรมารมณ์ เป็น เม็ดวัตถุเล็กมากๆ เม็ดเรื่องราว  หนึ่งเรื่องราวมีหลายเม็ดมากๆเม็ดเล็กมากๆเป็นอนูเล็กๆ 

ธรรมมานามมารมณ์ 
ไม่ใช่โผฏฐัพพานามมารมณ์


ภาพในจิต ปรากฏเป็นภาพ Notebook และ smart  phone  แยกออกเป็นเม็ดพาสติก เม็ดกระจก เม็ดสายไฟ ดำ เล็กๆมากๆห่างกันนิดหน่อย  กลางอวกาศ  แบบไม่แสงพระอาทิตย์ส่องไปให้เห็นสีสายทองแดง 

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ มรรคเก่า
มรรคเก่า 
มรรคหายกามวัตถุเฉพาะของแก แกติดNotebook และโทรศัพท์เครื่องที่เคยใช้ 
ท่านจึง นำข้อในปัจจัยใช้ของพระ ยา เสนานสนะ จีวร อาหาร 
ท่านเอาไปแยกเป็นเม็ดๆหมด ครบ เรียง   เอามาแยกทีละข้อ 
ไล่ลำดับไปเรื่อยๆ 
เภสัส
เสนาสนะ กุฏิวัดหนองป่าพง 
เม็ดยากลมๆ 

แยกหมด เป็นเม็ดเล็กๆ กลางอวกาศ


แก่สร้างออกมาของแกแบบใหม่ต่อมัน(เรื่องราวทางใจที่สังขารปรุงแต่งออกมา) 

มรรคต่อธรรมารมณ์ ธรรมมานามมารมณ์~ 


ธรรมมานามมารมณ์ 
_______________________________________
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
เม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ดเม็ด
________________________________________
เป็นวัตถุ



..............................
..............................
ในพระสูตรขันธ์5
ให้มอง 
รูป  ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
เวทนา ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
สัญญา ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 
สังขาร ว่า ฯ เป็นดั่งหัวฝี  เป็นดั่งลูกศร เป็นของว่างเปล่า ฯ 

ส่วนพระอาจารย์มงคลชัย มอง
สังขาร  ว่า ฯ เป็นดั่งเม็ดวัตถุ 
สัญญา  ว่า ฯ เป็นดั่งเม็ดวัตถุ 

สัมมาสังกัปโป ว่าเป็นดั่งเม็ดวัตถุ 

 สังขาร ปรุงให้สำเร็จออกมาเป็น  ธัมมา



เหมือนจะเป็นแบบใหม่เมิ๊ดเลย  เป็นโลกทางธรรมมารมณ์แบบใหม่ เมื่อดูมัน 

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ มีความคิดจะบริหาร ส่วนป่าแถวป่า

พระอาจารย์มงคลชัย กิตติโสภโณ มีความคิดจะบริหาร ส่วนป่าแถวป่า ในวัดบ้านโนนผักหวาน 

ให้เป็นป่าแบบมีต้นไม้ห่างกันดี มีพื้นดินสะอาดไม่มีใบไม้  และมีเขตกั้นขอบ 4 ด้านโดยป่ามีคอนกรีดอยู่แล้ว 
และมี สถานวัตถุข้างหน้าป่าเป็นสถานที่ให้พระขึ้นมานั่งสอนธรรมะ
พระมองมา พบเจอป่ายาวออกไปสุดด้านหลัง
มีชาวบ้านนั่งใต้ต้นไม้ที่ห่างกัน ฟังธรรม 

และให้ป่าสะอาดพื้นดินขาว  

สถานวัตถุที่นั่งสอนธรรมะ ตรงบริเวรกระท่อมใหญ่ติดกับถนนคอนกรีด 

ตัดต้นไม้ออกที่เป็นต้นเล็กๆ  เพิ่มต้นไม้ตรงบริเวรที่ว่างๆกว้างๆ ให้พอดี   กวาดใบไม้ออกให้สะอาดโล่ง 

สร้างศาลาสอนธรรมะ 
ซื้อปูนหลายกระสอบ ซื้อทราย1กอง
ซื้อหลังคา1แพ็ค 
ซื้อสี ขาวนวลเหลืองทา

 

การบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

#พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็สอนให้หลุดพ้นอาสวะกิเลสได้เหมือนกัน แต่ไม่เปิดสอนโดยสาธารณะ
คือไม่ตั้งศาสนาขึ้น
ประวัติของพระสุสิมะปัจเจกพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองไพสาลี พระเจ้าพิมพิสารจัดการบูชาใหญ่ มีการปราบพื้นที่ทั่ง 2 ฝั่ง 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สี แค่เข่า แล้วก็พากันจัดฉัตรให้มีการบูชากันหนัก ฉะนั้นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นธรณีเมืองไพสาลีเป็นครั้งแรก เกิดฝนตกหนัก บรรดาพระสงฆ์นั่งประชุมกันว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ บรรดาเพื่อนทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้านี่เราอยู่กับท่านมาปีเศษ ยังไม่เคยเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แสดงปาฎิหารย์อย่างคราวนี้ เป็นอัศจรรย์มาก ต่างคนต่างชม เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในพระมหาวิหาร อาศัยความเป็นทิพย์ของโสตประสาท สมเด็จพระบรมโลกนาถฟังพระคุยกันก็เข้าใจ ฟังรู้เรื่องหมด
สมเด็จพระบรมสุคตจึงมาพิจารณาว่า เราไปเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง จะมีประโยชน์กับพวกเธอบ้างไหม ? ก็ทราบว่าเมื่อคุยจบ เล่าเรื่องนี้จบ อานิสงส์จบ บรรดาท่านที่ฟังอยู่ทั้งหลายเหล่านั้น อย่างน้อยจะได้พระโสดาบันถึงอรหันต์ เมื่อเห็นว่าประโยชน์มี องค์สมเด็จพระชินศรีก็เสด็จไป เมื่อเข้าไปใกล้ถึงที่นั่นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ปูอาสนะ คือปูผ้าอาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วประทับนั่ง โดยจริยาของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ต้องทำตาม
ท่านรู้ทุกอย่างแต่ก็ต้องถามว่า เธอนั่งคุยกันเรื่องอะไร บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็กราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เขาปราบทางให้ราบเรียบก็ดี 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สีก็ดี กั้นร่มก็ดี เวลาเหยียบ แผ่นดินฝั่งโน้น ฝนตกก็ดี อันนี้ไม่ใช่บารมีที่ตถาคตบำเพ็ญบารมีมาดีเต็มแล้วเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ ไม่ใช่อานุภาพของเทวดาหรือพรหม หรือนาคบันดาล แต่ว่าเป็นผลความดีในกาลก่อนของตถาคตที่ทำบุญนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่ามีผลมาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงหยุดอยู่ ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่อาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ให้ดำรัสเรื่องราวความเป็นมา
ท่านจึงตรัสว่าในกาลก่อนนี้ ท่าน (ยังเป็นพระโพธิสัตว์ กำลังบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีอยู่) ได้เกิดที่เมืองตักสิลา เป็นพราหมณ์ มีชื่อว่า สังขะ มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า สุสิมะ ต่อมาเมื่อสุสิมะโตอายุ 16 ปี ก็อยากจะเรียน ไตรเพท เพราะพราหมณ์เขาถือว่าเรียนไตรเพทแล้ว ถ้าจบเป็นพราหมณ์ชั้นดี
พ่อก็บอกว่ามีพราหมณ์เป็นเพื่อนของพ่ออยู่ในเมือง เขาเก่งมาก ก็พาเขาเข้าไปหาเพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ เพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ก็ดีมาก รู้ว่าเป็นลูกของเพื่อนก็เต็มใจสอนด้วยความเต็มใจ ท่านสุสิมะเรียนไม่ช้าไม่นาน เรียนจบเร็ว มีความฉลาดมาก เพื่อนของพ่อดีใจมาก รักมาก แต่ว่า ท่านสุสิมะ เป็นคนมีปัญญาสูง มีบารมีเต็ม เมื่อเรียนไตรเพทจบ ก็มาใคร่ครวญว่า ความรู้ที่เราเรียนนี้มันได้แต่ในเบื้องต้น กับท่ามกลางความเห็นเท่านั้นเอง เห็นเบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ไม่เห็นที่สุด (เบื้องต้นคือการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ท่ามกลางคือการเกิดเป็นพรหม แล้วที่สุดนั้นหมายความว่า หนีจากการเกิดต่อไปคือนิพพาน วิชาของพราหมณ์ไม่มี)
ท่านสุสิมะ พิจารณาใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก แต่มันไม่ถึงที่สุด มองไม่เห็นที่สุดว่ามันจะไปจบชีวิตเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าไอ้เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันน่าเบื่อ เราไม่ควรจะเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป มันควรความรู้ที่เรียน ควรจะพ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ กาตาย จึงเข้าไปหาอาจารย์ ท่านลุงครับ ความรู้ที่ศึกษานี่ ผมมองเห็นแต่เบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ก็ไม่เห็นที่สุด พอจะเข้าใจไหมครับ ที่สุดพอจะสอนผมได้ไหม ท่านพ่อบุญธรรมหรือท่านลุงบอกว่า ฉันก็เห็นแค่นั้นเหมือนกัน เห็นได้แค่เบื้องต้นกับท่ามกลาง ที่สุดก็มองไม่เห็น ท่านสุสิมะ ก็ถามว่า ใครครับที่จะเห็นท่านพ่อ ท่านเพื่อนของพ่อก็บอกเลยว่า ฤาษีในป่า ฤาษีในป่าเห็นที่สุด ท่านสุสิมะ ก็ลาไปหาฤาษีในป่า
แต่ความจริงพราหมณ์เขาคิดว่าเป็นฤาษี แต่ความจริงเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ามาก เพราะมันเป็นเวลาว่างจากพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุขึ้นมา ไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ถามถึงที่สุดแห่งการปฎิบัติให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระปัจเจกพุทธเจ้า บอกคณะของเรามี คณะของเราทุกคนนี่ศึกษาถึงที่สุดด้วยกันทั้งหมด แล้วเมื่อศึกษาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มี มีแต่ความสุข มีชีวิตอยู่ก็มี ความสุข ตายไปแล้วก็พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป
ท่านสุสิมะ ก็ขอศึกษา บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นอาวุโสก็บอกว่า ศึกษาได้ นี่ไม่หวง ใครอยากจะศึกษา ศึกษาได้ ก็ขอเรียนเดี๋ยวนั้น ท่านบอกเรียนเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก เพราะแต่งตัวไม่เหมือนกัน คนจะเรียนวิชานี้ต้องแต่งตัวเหมือนกัน ถ้าแต่งตัวไม่เหมือนกันเรียนไม่ได้ ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่า สุสิมะศึกษาวิชาของพราหมณ์ แต่งตัวแบบพราหมณ์ ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือว่าเป็น ความรู้ที่ต่ำ และพราหมณ์ทะนงตน ว่าเป็นพวกพรหม เป็นเพศที่สูง เป็นตระกูลที่สูง มานะมันยังมีอยู่ ท่านจึงแก้มานะ ว่าต้องแต่งตัวเหมือนกัน ดูซิว่าเขาจะยอมหรือไม่ยอม แต่ความจริง พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้านะ อย่าลืม มีกำลังสูงกว่าพระอรหันต์มาก เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง แต่ว่าไม่สอนใครเป็นสาธารณะ ต้องการเฉพาะคนที่ศรัทธาไปหาท่าน เมื่อท่านสุสิมะ ฟังแล้วก็ตั้งใจ เอ้า! บวชก็บวช แต่งตัวเหมือนกัน ท่านก็ปลงผม นุ่งสบง ห่มจีวรเหมือนกัน ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า จัดหามาให้ แล้วก็ตั้งใจศึกษา ในที่สุดไม่ช้า ใช้เวลาไม่กี่วันท่านก็บรรลุเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ว่าการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นไม่นานอีกเหมือนกัน อยู่ไม่นาน ไม่สักกี่วันนัก ก็เห็นจะประมาณสักเดือนเห็นจะได้มั้ง ท่านก็ต้องนิพพาน ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่าท่านก่อกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำให้อายุสั้นจะต้องนิพพานมาถึงท่าน ท่านก็ต้องนิพพาน กรรมประเภทนั้นก็คือ อำนาจของอกุศลกรรมที่มีโทษ ปาณาติบาต มาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ มันก็มาตามท่าน
ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนามว่า สุสิมะ นิพพานแล้ว บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กับชาวเมือง(เมืองไพสาลี นะ) พากันทำการฌาปนกิจเผาศพท่าน แล้วก็สร้างสถูป สร้างเจดีย์เหมือนกับรูปบาตรคว่ำ บรรจุกระดูกของท่าน ต่างคนต่างไหว้บูชาในเวลานั้น
ปรากฎว่า สังขพราหมณ์ เห็นลูกชายไปนานก็คิดถึง ก็ไปหาเพื่อน ถามกับเพื่อน ลูกชายอยู่รึเปล่า เพื่อนก็บอกว่าเขาเรียนจบแล้ว เขาไม่พอใจ เขาไม่เห็นที่สุด เขาขอไปเรียนกับฤาษีในป่า ท่านก็ไปที่เมืองไพสาลี ไปจากเมืองตักสิลา ไปเมืองไพสาลีนะ คิดว่าคนแถวนั้นอาจจะรู้เรื่องบ้าง เห็นเขาชุมนุมกันมีการบูชาทำประทักษิณเวียนเทียนพระสถูปก็เข้าไปถาม คิดว่าคนแถวนั้นคงได้ข่าวลูกชายเราบ้าง ก็ไปถามว่า นี่พ่อทั้งหลาย แม่ทั้งหลาย ได้ยินข่าวสุสิมะมานพนี่บ้างไหม คนทั้งหลายเหล่านั้นทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ เขากำลังเวียนเทียนพระสถูปของท่าน อ้อ ! สุสิมะ น่ะรึ ท่านสุสิมะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งแต่ยังหนุ่ม เด็กมาก อายุประมาณ 16-17 ปี แต่ความดีของท่านมีมาก แต่กรรมบางอย่างทำให้ท่านต้องนิพพานเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ากำลังเวียนเทียนกับท่านนี่ ทำฌาปนกิจเสร็จก็ทำสถูปใช้เครื่องประดับ แล้วก็เวียนเทียนบูชาความดีของท่าน สังขพราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้เสียใจ เสียใจมากทำยังไงล่ะ เขาบูชากันนี่ท่านเดินทางไม่มีอะไรมาเลย ก็เลยเอาผ้าขาวม้าของท่านที่ติดมานั่นล่ะ ไปกอบทรายข้างนอกใส่ผ้าขาวม้า ห่อมาก็โปรยปรายทาง ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปนั้นราบเรียบ คือขนทรายมา ใช้ผ้าขาวม้าห่อ ไม่มีอะไร ใช้ผ้าขาวม้าจนทางเรียบพอใช้ได้ จะให้มันดีเหมือนถนนนั้นไม่ได้ แล้วไปเอาต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกข้าง ๆ พระสถูป แล้วก็เอาน้ำมารดต้นไหม้ แล้วก็มันไม่มีอะไรทำ ธงก็เอาผ้าฉัตร ผ้าขาวม้านี่ทำธงขึ้นไปปักบนยอด มีร่มอยู่คันหนึ่ง เข้าไปกางบนยอดพระสถูป อย่านึกว่าพระสถูปแหลมเปี๊ยบจะดี นี่ไม่ใช่นะ เป็นรูปบาตรคว่ำขึ้นไปได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย คถาคตทำบุญเล็กน้อยเท่านี้ เป็นปัจจัยให้ได้การบูชาในสมัยนี้ คือที่พระเจ้าพิมพิสาร บูชาก็ดี พระเจ้ามหาลิ เจ้าเมืองไพสาลี บูชาก็ดี นาค คนธรรพ์ เทวดา พรหม บูชาเป็นการใหญ่ ยกฉัตรกันทั่วจักรวาลก็ดี เป็นบารมีในสมัยที่ตถาคตเกิดเป็น สังขพราหมณ์ บูชา ท่านสุสิมะ พระปัจเจกพุทธเจ้า จึง กล่าวเป็นอย่าง ๆ ว่า
การที่เขาปราบพื้นที่ให้เรียบ 8 โยชน์ คือ ฝั่งนี้ 5 โยชน์ ฝั่งโน้น 5 โยชน์ รวมเป็น 8 โยชน์ นั่นล่ะ อานิสงส์มาจาก การเกลี่ยทราย เอาทรายมาโปรยปราย ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปเรียบพอใช้ได้ มันไม่เรียบเหมือนถนน แต่ทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ไปทำให้มันเต็มนิด ๆ หน่อย ๆ พอเป็นทางเรียบดี ท่านบอกอานิสงส์นี้เป็นปัจจัยเขาปราบทางให้เรียบ 8 โยชน์ ที่ตถาคตจะเดินไปแล้วก็อาศัยที่เอาต้นไม้ดอกมาปลูกข้าง ๆ สถูป เป็นการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่มีนามว่า สุสิมะ ก็เป็นเหตุให้ 2 ฝั่ง เขาเอาดอกไม้ 5 สี มาโปรยปรายในระหว่างทาง สูงประมาณเข่าที่เราตถาคตเดินไป
การที่เขาจัดฉัตรให้แก่ตถาคตก็ดี คือร่มให้กับบรรดาพระสงฆ์ก็ดี เพราะอานิสงส์ที่ตถาคตจัดร่ม เอาไปกางไว้บนยอดพระสถูป
การที่เขาจัดธงทิว ปักเรียงรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเทวดาและพรหมและนาค จัดธงแก้วมณีแก้วประพาฬ ธงวิเศษนั้นก็อาศัยผ้าขาวม้าที่เราไปทำธงบนยอดพระสถูป
การที่ตถาคตเหยียบเมืองไพสาลี เป็นวาระแรกที่เขาถึงแล้วฝนตกใหญ่ก็เป็นปัจจัยจากการนำเอาน้ำมารดต้นไม้ที่เป็นไม้ดอก เป็นปัจจัยให้ฝนตกใหญ่
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้จบ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายทั้งหมดที่ปุถุชนก็บรรลุพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามี และอนาคามี และอรหันต์บ้างเป็นแถว
ฟังของท่านแล้วก็จำให้ดี การบำเพ็ญกุศลบุญราศีสักเล็กน้อยมันมีอานิสงส์มากอย่างนี้ แต่ว่าเราจะต้องบูชากันด้วยศรัทธาแท้ ขอพวกท่านทั้งหลายที่มีความดี จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม อย่าให้ความดีถอยไป
(ย่อมาจากเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้า ในหนังสือพระสูตรก่อนนิทรา เทศนาโดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)


อสุภะหายหลงอวัยวะเพศหญิง อสุภะหายหลงนม อสุภะหายหลงกาย

ร่างกายนี้... วัวหมดไปกี่คอก หมูเห็นเป็ดไก่หมดไปกี่รถ ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละ
เสื้อผ้าหมดไปกี่ชุด ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละ
ต้นไม้หมดป่าตัดเอามาสร้างบ้านเรือน
ก็เพราะตัวชิบหายตัวนี้แหละอยู
เราไปตกนรก ไปเป็นเปตร ไปเป็นเดรัจฉาน มันก็ไม่ไปด้วย..! นะ
อีกไม่นานกายนี้ ก็เป็นก้อนดินสลายหายไปกับดิน

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

#คำทำนายพระอรหันต์กัสสปะ

ท่านพระมหากัสสปได้กล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย !
เอาเถิด เราทั้งหลายจะสังคายนาพระธรรมและพระวินัยกัน
เพราะว่าในกาลภายหน้า อธรรมจะรุ่งเรือง ธรรมจะถูกขัดขวาง
อวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจะถูกขัดขวาง ในกาลภายหน้า พวกอธรรมวาทีจะมีกำลัง พวกธรรมวาทีจะหย่อนกำลัง พวกอวินัยวาทีจะมีกำลัง พวกวินัยวาทีจะหย่อนกำลัง ดังนี้.

ขณะที่ปล่อยกระแสวาจาก็ปล่อยกระแสกิเลสออกมาด้วยคือทั้งพูดทั้งโกธรนี่คือปุถุชนแต่พระอริยะชั้นสูงก็ปล่อยกระแสวาจาออกมาเช่นกันแต่ไม่ปล่อยกระแสลูกศรกิเลสตัณหาเสียดแทงออกมาด้วยจึงไม่ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อพูดจา

ขณะที่ปล่อยกระแสวาจา

ขณะที่ปล่อยกระแสวาจา
ก็ปล่อยกระแสกิเลสออกมาด้วย
คือทั้งพูดทั้งโกธร
นี่คือปุถุชน
แต่พระอริยะชั้นสูง
ก็ปล่อยกระแสวาจาออกมาเช่นกัน
แต่ไม่ปล่อยกระแสลูกศรกิเลสตัณหาเสียดแทงออกมาด้วย
จึงไม่ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อพูดจา

พระอรหันต์ไม่กล้ารับรองศรัทธา

พระอรหันต์ไม่กล้ารับรองศรัทธา
สมัยพุทธกาล มีโยมมาถวายทานกับ
(พระโมคคัลลานะ หรือ พระอนุรุทธะ ท่านใดท่านหนึ่งนี่แหละจำได้ไม่ชัด)
จากนั้นโยมเขาก็ขอ
1. ขอให้มีศรัทธามั่น
2. ขอให้มีโภคะทรัพย์มาก
#ข้อ3(จำไม้ได้ จำได้แค่2ข้อ)
แต่ท่านไม่กล้ารับรอง ที่โยมขอทั้งหมด
ข้อ 1 ไม่กล้ารับรอง
ข้อ 2 กล้ารับรอง
ข้อ 3 กล้ารับรอง
มาพิจารณาแล้ว โยมดังตฤณ
ที่แรกจะสละทรัพย์ สร้างพระประธาน คนเดียว โดยไม่ได้เรี่ยไร่เอากับแฟนเพจ
แต่ทีนี้แฟนเพจอยากร่วมด้วย
จึงแตกยอดออกมาเป็นโครงการพระประธานทั่วหล้า
ถวายให้แก่วัดที่ขอมา ทั้งในประเทศไทย และนอกประเทศ
เป็นมหาสังฆทาน (ในด้านวิบากตีกลับคืนมาคือศรัทธา)ที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ (โครงการพระประธานทั่วหล้า เมื่อปีที่แล้วนี่เอง)
และโยมมีคนที่สร้างเว็บ 84000org ก็ร่วมด้วยตั้งแต่เริ่มต้นเลย
กล่ววย่นย่อแล้วกัน
คือใครได้โอนเงินไปร่วมกับโครงการนี้นะ ไอ้ตัวกรรมที่สร้างเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนอื่นมีศรัทธา
มันจะกลับคืนมาหาตน
กลับคืนมาสู่จิตสู่ใจตนอย่างแน่นอน
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ก็สำคัญในจุดเริ่มต้น ของภพชาติใหม่ที่จะมีต่ออีกนะ
ถ้าเกิดมาแล้ว
ไม่มีศรัทธามันก็เหมือนคนจนนะ
พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นเลย คือคนจนเข็นใจไร้ทรัพย์ ไม่มีอริยะทรัพย์ภายในเลย
แม้มีคนชักจูงมาทางธรรม
ก็ไม่อยากจะมาง่ายๆ
โยมลองเข้าไปในลิงค์นี้นะ
แล้วอ่านดูและพิจารณา ว่าควรร่วมบุญใหญ่นี้หรือไม่ควรร่วมหนอ

คนเฮายากนำแต่แนวอื่นจนเป็นทุกข์แต่บ่เคยยากนำสิฮู้วิธีดับทุกข์


คนเฮายากนำแต่แนวอื่นจนเป็นทุกข์
แต่บ่เคยยากนำสิฮู้วิธีดับทุกข์
ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย รีบบำเพ็ญบารมีประดับจิตไว้เถิด
คือการฝึกไม่ถือสาสิ่งภายนอก อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งกระทบต้องกาย อันจะมายั่วยุให้เกิดความโกธรที่ใจ
อันจะมายัวยุให้เกิดความโมโหที่ใจ
อันจะมายัวยุให้เกิดความโลภที่ใจ
เช่น เราเห็นคนทำท่ากวนตีน ยกนิ้วชี้และนิ้วก้อยขึ้นให้เรา มีความหมายว่าเป็นการด่าเราว่าไอ้ควาย"
ที่ได้เห็นนั้นเราก็ไม่ถือสาไม่ถือมั่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้
หรือเราเห็นแฟนเราควงแขนไปกับคนอื่น
ที่เห็นนั้นเราก็ไม่ถือสาไม่ถือมั่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้ ( พอแฟนกลับมาค่อยถามหาเหตุหาผลว่าจะเอายังไง)
_________
เสียง เช่น เราได้ยินเสียงคนด่าเราหรือพูดอย่างใดอย่างหนึ่งกับเราอย่างร้ายแรง ด่าพ่อแม่ ด่าเพื่อน ด่าคนรัก
ที่ได้ยินนั้นเราก็ไม่ถือสาไม่ถือมั่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้
หรือได้ยินเสียงพูดอันหยาบคาย ส่อเสียด ว่าให้เราหรือว่าให้คนที่เรารู้จัก
ที่ได้ยินนั้นเราก็ไม่ถือสาไม่ถือมั่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้
_________
กลิ่น เช่น
ผัวเมียนอนด้วยกัน เมียตด
ผัวก็ต้องไม่ถือสาไม่ถือมั่นกลิ่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้
หรือ ข้างบ้านดูดส้วมมีกลิ่นเหม็น
เราก็ไม่ถือสากลิ่นไม่ถือมั่นกลิ่น
ความโกธรความโมโหก็เกิดขึ้นที่ใจไม่ได้
ถ้าจะเลี่ยงก็เดินหนีออกไปห่างๆ
หรือกลิ่นอื่นๆก็เช่นกัน
__________
รส เช่น แม่ค้าทำกับข้าวรสชาติไม่อร่อยเลย แกงจืดรสจืดยังกะต้มน้ำเปล่า
,ข้าวพัดจืดยังกะข้าวเปล่าๆ หรือผัดเปรี้ยวหวานหวานยังกะบ้านเป็นโรงงานผลิตน้ำตาลเอง หรือรสอื่นๆ
ถ้าทานแล้วมันจะขาดใจตายเพราะไม่ได้รสชาติที่ชอบใจ ก็ค่อยหาเดินไปปรุงอาหารใหม่
___________
โผฏฐัพพะ เช่น เขาเอามือมาลูบหัว เขาเหยียบเท้า เขาผลัก เขาต่อย เดินชนตู้ เดินเบียดเสียดกับคนมาก เขามาโดนถูกต้องกาย หรือสัมผัสสิ่งถูกต้องกายอื่นๆ
ก็ทำนองเดียวกัน
เราก็ไม่ถือสาไม่ถือมั่นมัน
นี่ก็คือการฝึกจิตใจให้เป็นกลาง
แต่ถ้าจิตยังไม่เป็นกลางจริง ยังมีความถือสาก็จะเกิดความชอบใจบ้าง
เกิดความไม่ชอบใจบ้าง
ถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าคงรู้เห็นแล้วว่า
ผู้ที่ต่ำกว่าอนาคามี จะต้องมีความชอบใจ และความไม่ชอบใจ เกิดขึ้น
ก็เลยมีมรรคสอนใส่ตรงจุดนี้เลย
คือเมื่อความชอบใจเกิดขึ้น หรือความไม่ชอบใจ
เกิดขึ้นแล้ว ก็ดูสภาวะความชอบใจ
หรือความไม่ชอบใจ ที่ปรากฏเด่นชัดๆนั้นแหละ
แล้วเอาไตรลักษณะ๓
๑อนิจจัง(มันไม่เที่ยง) ๒ทุกขัง(มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้)
๓อนัตตา
เข้าไปวัดมันเลย หรือเอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ไปวัดมัน ดูซิมันจะเที่ยงไหม
ก็จะเห็นสภาวะ ความชอบใจเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนดับไป อยู่อย่างนี่เรื่อย
ก็จะเห็นสภาวะ ความไม่ชอบใจเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนดับไป อยู่อย่างนี้เรื่อย โดยที่มันก็เกิดขึ้นแล้วก็ค่อยๆแปรดับหายไปของมันเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย
พระพุทธเจ้าผู้มีสัพพัญญูตญาณ(รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจหมดทุกเรื่อง อดีต อนาคต)
ตรัสว่า สภาวะทั้งหลายทั้งปวง
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่อัตตาเรา
สภาวะทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
ไม่ควรเข้าไปถือเอาไว้ว่าเป็นของเรา
ถ้าเราเห็นสภาวะต่างๆ ทั้งชอบใจ ทั้งไม่ชอบใจ ทั้งโกธร ทั้งโลภ เกิดดับอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ จนเบื่อหน่าย ก็ให้เห็นสภาวะเบื่อหน่ายเกิดดับด้วย
เมื่อเห็นความชอบใจ
เกิดขึ้นดับไปบ่อยๆมากๆ
เมื่อเห็นความไม่ชอบใจ
เกิดขึ้นดับไปบ่อยๆมากๆ
ความเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้นมา
ก็ให้เห็นความเบื่อหน่ายนั้นว่าตกเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน
__
ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สัพพันตัง นิโรธธัมมันติสิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา สาธุค่ะ
__
พระมงคลชัย กิตติโสภโณ อย่าหลงวิบากเด้อ
สาธุ
___
พระมงคลชัย กิตติโสภโณ อย่าหลงวิบากเด้อ
พระอรหันต์ไม่กล้ารับรองศรัทธา
สมัยพุทธกาล มีโยมมาถวายทานกับ
(พระโมคคัลลานะ หรือ พระอนุรุทธะ ท่านใดท่านหนึ่งนี่แหละจำได้ไม่ชัด)
จากนั้นโยมเขาก็ขอ
1. ขอให้มีศรัทธามั่น
2. ขอให้มีโภคะทรัพย์มาก
#ข้อ3(จำไม้ได้ จำได้แค่2ข้อ)
แต่ท่านไม่กล้ารับรอง ที่โยมขอทั้งหมด
ข้อ 1 ไม่กล้ารับรอง
ข้อ 2 กล้ารับรอง
ข้อ 3 กล้ารับรอง
มาพิจารณาแล้ว โยมดังตฤณ
ที่แรกจะสละทรัพย์ สร้างพระประธาน คนเดียว โดยไม่ได้เรี่ยไร่เอากับแฟนเพจ
แต่ทีนี้แฟนเพจอยากร่วมด้วย
จึงแตกยอดออกมาเป็นโครงการพระประธานทั่วหล้า
ถวายให้แก่วัดที่ขอมา ทั้งในประเทศไทย และนอกประเทศ
เป็นมหาสังฆทาน (ในด้านวิบากตีกลับคืนมาคือศรัทธา)ที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ (โครงการพระประธานทั่วหล้า เมื่อปีที่แล้วนี่เอง)
และโยมมีคนที่สร้างเว็บ 84000org ก็ร่วมด้วยตั้งแต่เริ่มต้นเลย
กล่ววย่นย่อแล้วกัน
คือใครได้โอนเงินไปร่วมกับโครงการนี้นะ ไอ้ตัวกรรมที่สร้างเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนอื่นมีศรัทธา
มันจะกลับคืนมาหาตน
กลับคืนมาสู่จิตสู่ใจตนอย่างแน่นอน
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ก็สำคัญในจุดเริ่มต้น ของภพชาติใหม่ที่จะมีต่ออีกนะ
ถ้าเกิดมาแล้ว
ไม่มีศรัทธามันก็เหมือนคนจนนะ
พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นเลย คือคนจนเข็นใจไร้ทรัพย์ ไม่มีอริยะทรัพย์ภายในเลย
แม้มีคนชักจูงมาทางธรรม
ก็ไม่อยากจะมาง่ายๆ
โยมลองเข้าไปในลิงค์นี้นะ
แล้วอ่านดูและพิจารณา ว่าควรร่วมบุญใหญ่นี้หรือไม่ควรร่วมหนอ
  • ค่ะโยมจะลองเข้าไปดูอนุโมทนาสาธุค่ะ